คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

"เวลาที่เหลือของชีวี มาทำความดีกันเถอะ"

หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า "ให้ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เหมือนกับว่า วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต" ซึ่งอาจเห็นหลายคนใช้เวลาไปอย่างไม่คุ้มค่า หากไม่ทราบจะทำอะไร ก็นั่งหายใจทิ้งเล่นไปวัน ๆ พอสอบถามก็ได้ความว่า "ผมกำลัง ฆ่าเวลา อยู่ครับ" ... ฆ่าเวลา เหมือนว่า มนุษย์มีเวลาให้ฆ่าซะมากมายเต็มประดา มนุษย์เรามีเวลากันสักกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นวันกันเชียว ประเดี๋ยวก็ตายแล้ว ทำไมเราไม่ถึงทำเวลาทุก ๆ วินาทีให้มีค่าที่สุดล่ะครับ จริงไหม :)ท่านชุติปัญโญ ได้สอนไว้ในบทความที่ชื่อ "เวลาที่เหลือของชีวิต มาทำความดีกันเถอะ" ในหนังสือ ชื่อ "มองโลกให้งาม ชีวิตก็งาม" เล่มล่าสุดของท่าน จึงขอยกบทดังกล่าว ดังต่อไปนี้ ครับ
 ******************************************************
 นกพิราบสองตัวผัวเมียอาศัยอยู่ในรังแห่งหนึ่ง เมื่อถึงหน้าฤดูผลไม้สุกงอม จะเป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ดีใจยิ่งนัก เพราะจะได้หาเสบียงมาเก็บไว้ได้ง่าย ทั้งสองจึงช่วยกันเก็บผลไม้มาไว้จนเต็มรัง
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อฤดูแล้งย่างกรายเข้ามา หลังจากออกไปหาผลไม้แล้วกลับมาที่รัง นกพิราบตัวผู้รู้สึกว่า ผลไม้ลดน้อยลง จึงเริ่มระแวงนกพิราบตัวเมีย
ยิ่งนานวันเข้า ไม่ว่าจะหามาไว้เต็มรังอย่างไร ผลไม้ที่เคยมีอยู่จำนวนมากก็ดูเหมือนลดลงทุกวัน ๆ ทำให้นกพิราบตัวผู้ระแวงนกพิราบตัวเมียมากขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งเมื่อทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นว่า
"เสบียงที่อยู่ในรังนี้ เราทั้งสองต่างช่วยกันเก็บมา แต่พอข้าเผลอทีไร เจ้าเป็นต้องแอบกินทุกที จนผลไม้ที่เคยเต็มรังลดลงทุกวัน เจ้าทำอย่างนี้ทำไม?"
ฝ่ายนกพิราบตัวเมียเมื่อได้ฟังคำกล่าวหาเช่นนั้น ก็รีบชี้แจงให้สามีของตนรับทราบในทันที
"ฉันไม่เคยแอบกินก่อนเลยนะ เหตุที่ผลไม้มัดูลดลงเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะฉันกิน แต่เป็นเพราะอากาศที่ร้อนจัดต่างหากมาแผดเผาจนมันเหี่ยวแห้งและหดตัว จึงทำให้ผลไม้ที่มีปริมาณเท่าเดิมดูเหมือนหายไป"
แต่นกพิราบตัวผู้กลับไม่เชื่อในคำกล่าวของนกพิราบตัวเมีย หนำซ้ำกลับแสดงความโกรธตอบกลับคืน เพราะคิดว่าคำกล่าวนั้นเป็นข้อแก้ตัวให้ตัวเองพ้นข้อกล่าวหา
เมื่อระงับความโกรธไม่อยู่ นกพิราบตัวผู้ก็กระโดดเข้าจิกตีนกพิราบตัวเมียอย่างรุนแรงด้วยความรู้สึกโกรธแค้น ที่ภรรยาแอบกินผลไม้ก่อน แถมยังโกหกด้วย ในที่สุด นกพิราบตัวเมียก็สิ้นใจตายในเวลาต่อมา
จนกระทั่งเมื่อมีฝนตกลง สิ่งที่มาเปลี่ยนความคิดของนกพิราบตัวผู้ก็เกิดขึ้น คือ เมื่อฝนโปรยปรายลงมา ผลไม้ที่อยู่ในรังที่เหี่ยวแห้ง ก็มีการขยายตัวขึ้น ทำให้รังของนกพิราบกลับมามีผลไม้เต็มรังเหมือนเดิม
เมื่อนกพิราบตัวผู้เห็นปรากฎการณ์เช่นนั้น ก็คิดได้ว่า สิ่งที่เมียรักกล่าวไว้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นคำโกหกแต่อย่างใด นกพิราบตัวผู้จึงรู้สึกผิดในการกระทำของตนที่มัวแต่หวาดระแวงจนเป็นเหตุให้ฆ่านางตาย ทำให้ตัวมันเองต้องบินร้องเรียกหาภรรยา ด้วยความอาลัยรักตลอดมา จนกระทั่งตรอมใจตายในที่สุด
 บางครั้งชีวิตของเราก็ไม่ต่างอะไรกับนกพิราบทั้งคู่ ที่เมื่อแรกเริ่มเราต่างมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น หากมีใครมาคอยเคียงข้าง และคอยให้กำลังใจเมื่ออีกฝ่ายพลาดล้มลง
ทว่าเมื่อชีวิตได้มีการเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด แต่ครั้นอยู่ต่อมาเรื่อย ๆ โดยไร้ความเข้าใจ สิ่งที่ตามมาก็มักจะเกิดการกระทบกระทั่งกันเสมอ บางครั้งก็ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องอยู่ด้วยกันนาน ๆ
จากเมื่อแรกเริ่มที่เคยรัก ก็กลับกลายเป็นความร้ายทุกจังหวะของการเคลื่อนไหวในนามของความรัก กลายเป็นการแสดงออกของความร้ายที่เข้ามาสิงสถิตแทน
จากที่ไม่เคยระแวงก็กลายเป็นความห่วงหวง เพราะคิดว่าตัวเองคือเจ้าของสิ่งนั้น ๆ ที่ต้องคอยจับจ้องมองไม่ให้ห่างตา จนเกิดเป็นความยึดติดในสิ่งนั้นแทน
จากที่เคยเข้าใจก็กลายเป็นเอาแต่ใจ เพื่อให้อีกฝ่ายทำตามที่ความรู้สึกของตนเรียกหา แม้ว่าสิ่งนั้น ๆ จะผิดครรลองครองธรรมก็ตาม
ทุกภาพของการเคลื่อนไหวในชีวิต จึงก่อให้เกิดเป็นรอยร้าว และนำไปสู่ความเลวร้าย เกินกว่าที่จะเยียวยาให้กลับมาดีได้ดั่งเดิม
ชีวิตที่ก้าวไปกับสังคมก็เช่นเดียวกัน เมื่อใดก็ตามที่เรามองมาที่การเข้าข้างตัวเองเป็นหลัก และมองว่าความคิดเห็นของคนอื่นนั้นผิด เมื่อนั้นสิ่งร้าย ๆ ก็พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนชีวีของเราให้แหลกเหลวอย่างไม่มีชิ้นดี
ทำให้ชีวิตที่เกิดมาแล้ว และควรจะได้รับการต่อยอดให้มีกำไรที่งดงามกว่าเดิม เป็นได้แค่เพียงซากชีวิตที่ถูกใช้งานมาอย่างบ้าคลั่ง และพร้อมจะจากไปโดยไม่กล้าบอกใคร ๆ ว่า เรามีคุณค่าที่น่าจดจำแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรกลับมาทบทวนชีวิต และชวนพี่น้องผองมิตร ให้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อกันด้วยใจที่ปรารถนาดี ช่วยกันถักทอความดีเล็ก ๆ ให้เกิดขึ้น ด้วยจิตที่เอื้ออารีต่อสิ่งที่เราได้มีโอกาสรู้จัก และพร้อมจะต่อยอดให้เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ในโอกาสต่อไป
 "เวลาที่เหลือของชีวี มาทำความดีกันเถอะ" จึงเป็นถ้อยคำแห่งความหวังดี ที่เราควรเรียกร้องให้เกิดมีในตัวเรา รวมทั้งการขยายความดีที่ทรงคุณค่านั้นไปให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความงามที่ควรจะทำให้ปรากฎร่วมกัน
เพราะเมื่อประมวลผลอย่างคนที่รู้เท่าทันชีวิต เวลาที่เราได้มาและเวลาที่เหลืออยู่ของแต่ละคน ช่างน้อยนิดเสียนี่กระไร จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรหลงใหลไปกับมัน
แต่เราควรดึงสติให้กลับมาทำความรู้จักชีวิตด้วยปัญญา หมั่นสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้เกิดมีแต่ตัวเรา และโลกใบนี้ที่เราได้อยู่อาศัย ก่อนที่ชีวิตนี้จะต้องกล่าวอำลา เพราะมีความตายมารอพรากให้จากไป
เพราะชีวิตนี้ช่างสั้นนัก จนเวลาที่จะหยุดพักนั้นแทบจะไม่เหลือให้เราได้ชื่นชมกับเรื่องใด ๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรเรียนรู้ที่จะเกี่ยวข้องต่อกันและกัน ด้วยใจที่มีเมตตาคอยนำทาง เพื่อเป็นแสงสว่างและเป็นแรงดลใจให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของแต่ละคน ได้มีโอกาสทำความดีที่มากกว่าเดิม
แล้วเราจะไม่เสียใจ หากได้ลงมือเยียวยาชีวิตด้วยความดีที่มีอยู่ และได้ช่วยกันสร้างสิ่งดี ๆ ไว้ อย่างน้อยเราก็ตอบใจตัวเองได้ว่า "เราได้ทำหน้าที่ของคนดีอย่างเต็มที่แล้ว"
 ผู้เขียนเชื่อเสมอว่า ความดีที่ยิ่งใหญ่ ก็มาจากต้นกล้าของความดีที่เล็ก ๆ ความสุขที่สมบูรณ์พร้อม ก็มาจากความสุขที่เล็ก ๆ ที่มีความเข้าใจเป็นบันไดให้ไต่ขึ้นไป สู่ความสุขที่มีปริมาณที่มากกว่าเสมอ
 *********************************************
 ชีวิตของเรา เราเป็นคนเลือกเดิน ... เส้นทางไหนเป็นเส้นทางความดี ก็ควรเลือกทางนั้น ลำบากสักหน่อย ก็เตือนตนว่า การทำความดีย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา เส้นทางไหนไม่ดี ก็ไม่ควรเลือกทางนั้น ถึงแม้ว่า หนทางสบายในช่วงต้น หากจะลำบากหนักในภายหลัง
ที่มา http://www.gotoknow.org/blogs/posts/225458

คติธรรมคำสอน

"....ท่านทั้งหลายจงอย่าทำตัวเป็นตัวบุ้งตัวหนอนคอยกัดแทะกระดาษแห่งคัมภีร์ใบลานเปล่าๆโดยไม่สนใจพิจารณาสัจธรรมอันประเสริฐที่มีอยู่กับตัว  แต่มัวไปยึดธรรมที่ศึกษามาถ่ายเดียวซึ่งเป็นสมบัติของพระะพุทธเจ้า  มาเป็นสมบัติของตน  ด้วยความเข้าใจผิดว่าตนเรียนรู้และฉลาดพอตัวแล้ว  ทั้งที่กิเลสยังกองเต็มหัวใจยิ่งกว่าภูเขาไฟ  มิได้ลดน้อยลงบ้างเลยจงพากันมีสติคอยระวังตัว  อย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเปล่าๆ เรียนเปล่าและตายทิ้งเปล่า ไม่มีธรรมอันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติดตัวบ้างเลย "
..นี่คือคำสอนที่องค์หลวงปู่มั่นเคยพูดอยู่เสมอๆ

"คนไม่สนใจธรรม ธรรมก็ไม่เข้าถึงใจคน จึงกลายเป็นคนก็สักว่าคน
ธรรมก็สักว่าธรรม ไม่อาจยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ แม้คนจะมีจำนวนมาก
และแสดงธรรมให้ฟังทั้งพระไตรปิฏก จึงเป็นเหมือนเทน้ำใส่หลังหมา
มันสลัดออกเกลี้ยงไม่มีเหลือ ธรรมจึงไม่มีความหมายในใจของคน
เหมือนน้ำไม่มีความหมายบนหลังหมา ฉันนั้น"
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด

ยุ่งยาก กับ เยือกเย็น
ในยามที่เราพบกับความยุ่งยาก ต้องพึ่งพาความเยือกเย็น
ค่อยๆ ย้อนลงไปแยกแยะสาเหตุแห่งปัญหา ที่ทำให้เราเร่าร้อน
เราจะเอาชนะความยุ่งยากของชีวิตได้ ด้วยการเอาชนะความวิตกกังวล
ที่เกิดขึ้นในใจของเราเสียก่อน
จงมองดูความวิตกกังวลของตนเอง มองูว่ามันทำให้เราเอาชนะปัญหาของเรา
หรือมันทำให้เราหมดพลัง และพ่ายแพ้
ปัญหาต่างๆ ของชีวิตผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความทุกข์ยากที่เราคิดว่ามันแสนสาหัส สำหรับเราในวันนี้ ในวันข้างหน้า เราอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย...
หลวงปู่ทวด

 ตนจะเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของเราได้ เราต้องฝึกจิตใจของเราให้เชื่อง จิตที่ไม่ได้ฝึกเหมือนม้าป่าที่พยศ อาจจะทำร้ายตัวเราเองได้ จิตที่ผ่านการฝึกฝนจนเชื่อง เราจะสามารถควบคุมได้จะเป็นทั้งเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา เป็นม้าที่เชื่อง ม้ามีพลังอยู่แล้ว เราสามารถใช้พลังอันมหาศาลนี้เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์ทั้งของตัวเราเองและผู้อื่นได้ แต่ถ้าเราคุมจิตเราไม่อยู่พลังอันมหาศาลนี้ก็สามารถทำร้ายเราและผู้อื่นได้เช่นกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

"ในขณะที่เรามีความรู้สึกทางลบ หรือเกิดกิเลสขึ้นในใจ ไม่ว่าจะเป็น ความโกรธ ความเกลียดชัง ความคิดแค้น ฯลฯ เท่ากับเราทำให้ความทุกข์ของเราเองนั้นมันทวีคูณขึ้นๆ ไป กฏของธรรมชาติเป็นอย่างนี้เอง เมื่อเรามีความคิด ความรู้สึกทางลบ ความทุกข์ของเราก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้สึกมีความสงบสุข ในขณะที่ใจของเราร้อนรุ่มไปด้วยความโกรธ เกลียด แค้น ชิงชัง หรือความโลภ"
"ความสงบสุขและกิเลสอยู่ด้วยกันไม่ได้ เหมือนดั่งความสว่างและความมืดที่อยู่ด้วยกันไม่ได้"
ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

สติ (สัมมาสติ, Awareness) และ อุเบกขา (Equanimity) ต้องเท่ากันทั้งขนาดและกำลัง (ความแข็งแรง) เหมือนปีกนกสองข้างที่ต้องสมดุลกัน
ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

"มันง่ายมากที่จะยิ้มเมื่อชีวิตของเราราบรื่น แต่คนที่ฉลาด คือคนที่สามารถยิ้มได้ถึงแม้จะเผชิญปัญหาที่หนักมากทั้ง ๘ ด้าน หรือยิ้มได้เมื่อทุกๆ อย่างในชีวิตผิดไปหมด และเราก็รู้ว่าหลายครั้งในชีวิตเราที่ทุกๆ อย่างในชีวิตดูจะผิดไปหมด"
ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

พวกเราเวลานึกถึงเรื่องเศร้าในอดีตเราก็ยิ้มได้ เพราะตอนนี้เราหายเศร้าแล้ว
ดังนั้นทำไมเราไม่ยิ้มตั้งแต่ตอนนั้นเลย
ท่านอาจารย์พรหมวังโส

อย่าเสียใจ-อย่าใจเสีย จะเสียอะไร ก็ให้เสียไป อย่าให้เสียใจ หรือ อย่าให้ใจเสีย
คนที่ใจเสีย หรือเสียใจ ก็คือคนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลือ..
หลวงปู่ชา สุภัทโท

"ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในโลกนี้โดยบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุทำให้เกิด โดยอาจจะเกิดจากสาเหตุหนึ่งหรือหลายสาเหตุร่วมกัน เหตุเช่นไรก็จะให้ผลเช่นนั้น เหตุเช่นนี้ก็จะให้ผลเช่นนี้เสมอไป"
คัดลอกมาจากคติธรรมของคุณ เหมียว วรัตดา ภัทโรดม ที่ให้แง่คิดดี ๆ แก่บุคคลทั่วไปhttp://www.meowwarattada.com/about-meow.php

มายาแห่งหลอดด้าย....โดยท่าน ว . วชิรเมธี

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนจาริกปฏิบัติศาสนกิจในฐานะพระธรรมทูตอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา วันหนึ่งหลังจบการเสวนาธรรม สตรีสูงอายุคนหนึ่งขอโอกาสเข้ามานั่งคุยกับผู้เขียน ระหว่างการสนทนา ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า น้ำตาเธอคลอหน่วย เมื่อสอบถามถึงสาเหตุเธอจึงตอบว่า ที่น้ำตาคลอหน่วย เพราะรู้สึกดีใจที่ได้มาฟังธรรม แต่พร้อมกันนั้นก็เสียใจจนสะเทือนใจ ที่สะเทือนใจก็เพราะเธอรู้สึกว่า ตนเองได้พบกับธรรมะเมื่ออายุมากแล้ว จึงรู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา เธอเล่าว่า
"ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับเส้นด้าย ที่ถูกดึงออกมาจากหลอดด้ายทีละนิดๆ ขณะที่ดึงด้ายออกมาจากหลอดด้ายนั้น บางทีเราก็รู้สึกกระหยิ่มว่า ยังมีด้ายเหลืออยู่อีกมากมาย จึงชะล่าใจจึงด้ายออกมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพื่อที่จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว มีด้ายอยู่เพียงนิดเดียว เย็บผ้าได้เพียงนิดหน่อยก็หมด หากแต่ที่เราเห็นว่า ยังคงมีด้ายเหลืออยู่เยอะแยะนั่นเป็นเพราะว่า แกนด้ายมันใหญ่ต่างหาก...แกนด้ายมันหลอกตาให้เราพลอยชะล่าใจ..."
พลันที่เธอเล่าจบ ผู้เขียนก็รู้สึกสว่างโพลงขึ้นมาในใจ ผู้หญิงคนนี้ เธอไม่ได้มาฟังเทศน์เสียแล้ว แต่เธอมาเทศน์ต่างหาก เธอกำลังเทศน์เรื่อง "ความสำคัญของเวลา" และ "คุณค่าของชีวิต" เคยได้ยินคำพูดในทำนองนี้บ่อยๆ ว่า เรามีเวลา ๒๔ ชั่วโมงต่อหนึ่งวันเท่ากัน ทว่าเราได้ประโยชน์จากเวลาไม่เคยเท่ากัน สำหรับบางคนเวลา ๒๔ ชั่วโมงช่างแสนสั้น แต่สำหรับบางคน ๒๔ ชั่วโมง ช่างเป็นเวลายาวนานเหลือแสน ผู้หญิงคนนี้เธอบอกว่า เธอเสียดายที่มีเวลาเหลืออีกไม่มาก อยากจะปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดก็เกรงว่าเวลาจะมีไม่พอ
ผู้เขียนจึงบอกว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่สำคัญที่เวลา แต่สำคัญที่ "ปัญญา" สำหรับคนมีปัญญากล้าแข็ง อย่าว่าเป็นวันเลย บางที นาทีเดียวก็บรรลุธรรมได้ สำหรับคนเขลา ต่อให้ภาวนาทั้งชีวิต บางทีก็ยังไม่เห็นผล คนที่อยู่ในวัยสนธยา จึงไม่ควรน้อยใจว่า เรามีเวลาไม่พอ แต่ควรจะบอกตัวเองว่า เรายัง "พอมีเวลา" ต่างหาก
แต่คนที่คิดว่า เรายัง "พอมีเวลา" ก็ต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีการคิดด้วยท่าทีที่เป็นบวกอย่างนี้ ก็ทำให้ประมาท และเป็นเหตุให้พลาดโอกาสที่จะเร่งรัดทำสิ่งดีๆ
ดังนั้น นอกจากจะคิดว่ายังพอมีเวลาแล้ว ก็ควรจะคิดเพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า "วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต" ด้วย เพราะหากเราคิดว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเริ่มคิดถึงสิ่งที่ต้องทำแข่งกับเวลา และนั่นจะทำให้เวลา กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดของชีวิตได้ในทุกๆ วัน
เราเคยได้ยินพระท่านสอนอยู่บ่อยๆ ว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ผู้เขียนอยากบอกว่า การฆ่าเวลาต่างหากที่เป็นบาปมหันต์ยิ่งกว่า เพราะเมื่อคุณฆ่าสัตว์ หากสำนึกได้ คุณก็อาจจะไปหาสัตว์มาปล่อยเอาบุญ แต่หากคุณฆ่าเวลาด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงแม้คุณจะสำนึกผิด กลับมาเห็นคุณค่าของเวลา ทว่าก็ไม่สามารถย้อนเวลาที่ผ่านไปแล้วให้หวนคืนกลับมาได้อีก เราทุกคนต่างก็มีเวลาที่ไม่อาจรีไซเคิล ไม่ว่าคุณจะมีเงินมหาศาลสักกี่ล้านล้านดอลล่าร์ก็ตามที สำหรับเวลานั้น ผ่านแล้ว ผ่านเลยนิรันดร์
ครั้งหนึ่งลีโอ ตอลสตอย เคยเขียนปริศนาธรรมไว้ว่า
"ใคร คือ คนสำคัญที่สุด
งานใด คือ งานที่สำคัญที่สุด
เวลาใด คือ เวลาที่ดีที่สุด"
ตอลสตอยตั้งคำถามนี้ผ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง และในที่สุดก็เฉลยว่า
"คนสำคัญที่สุด ก็คือ คนที่อยู่เบื้องหน้าเรา
งานสำคัญที่สุด ก็คือ งานที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้
เวลาที่ดีที่สุด ก็คือ เวลาปัจจุบันขณะ"
ทำไมคนที่อยู่เบื้องหน้าเราจึงสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ อาจเป็นไปได้ว่า ในชั่วชีวิตอันแสนสั้นนี้ เรากับเขาอาจมีโอกาสพบกันได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้น เราจึงควรทำให้การพบกันทุกครั้ง เป็นเหมือนการเฉลิมฉลองอันแสนวิเศษที่ต่างฝ่ายต่างควรสร้างความทรงจำแสนงามไว้ให้แก่กันและกันตลอดไป
เราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์นั้น รู้เกลียดยาวนานกว่ารู้รัก หากการพบกันครั้งแรกนำมาซึ่งความรัก และหากเป็นการพบกันเพียงครั้งเดียวของชีวิตในอนันตจักรวาล นั่นก็นับว่า เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดแล้วสำหรับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน
ทำไมงานที่เรากำลังทำอยู่ขณะนี้ จึงเป็นงานสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ เพราะทันทีที่คุณปล่อยให้งานหลุดจากมือคุณไป งานก็จะกลายเป็นของสาธารณ์ หากคุณทำงานดี มันก็คือ อนุสาวรีย์แห่งชีวิต และหากคุณทำงานไม่ดี มันก็คือ ความอัปรีย์แห่งชีวิต
ตอนแรกคุณเป็นผู้สร้างงาน แต่เมื่อปล่อยงานหลุดจากมือไปแล้ว งานมันจะเป็นผู้ย้อนกลับมาสร้างคุณ
ทำไมเวลาที่ดีที่สุด จึงควรเป็นปัจจุบันขณะ คำตอบก็คือ เพราะเวลาทุกวินาทีจะไหลผ่านชีวิตเราเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าคุณจะหวงแหนเวลาขนาดไหน มีเงินมากเพียงไร ก็ไม่มีใครสามารถรื้อฟื้นเวลาที่ล่วงไปแล้วให้คืนกลับมาได้
ทุกครั้งที่เวลาไหลผ่านเราไป หากเราไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ชีวิตของคุณก็พร่องไปแล้วจากปวงประโยชน์มากมายที่คุณควรได้จากห้วงเวลา
เวลาไม่มีตัวตน แต่หากเรามีปัญญา ก็สามารถสร้างคุณค่าที่เป็นรูปธรรมจากเวลาได้อเนกอนันต์ คน - - แม้มีตัวตนเห็นกันอยู่ชัดๆ แต่หากปฏิบัติไม่ถูกต่อเวลา ถึงมีตัวตนเป็นคนอยู่แท้ๆ แต่ชีวิตก็อาจว่างเปล่ายิ่งกว่าเวลา
ทุกวันนี้ เราทุกคนกำลังสาวด้ายแห่งเวลาในชีวิตออกมาใช้กันอยู่ทุกขณะจิต เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า เส้นดายแห่งเวลาในชีวิตของเราเหลือกันอยู่สักกี่มากน้อย เราถนัดแต่สาวด้ายออกมาใช้ หรือว่าเราใช้เส้นดายแห่งเวลาอย่างมีคุณค่าที่สุดแล้ว?
มายาการแห่งหลอดด้าย โดย ท่าน ว. วชิรเมธี

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

7 เคล็ดลับใช้ชีวิตให้มีความสุข แบบเศรษฐีหมายเลข 3 ของโลก

วัน ที่ 30 สิงหาคมที่เพิ่งผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 81 ปี ของ วอร์เร็น บัฟเฟ็ตต์ ถึงอายุจะมาก แต่มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีเงิน 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท บัฟเฟ็ตต์ก็ยังตื่นแต่เช้า แต่งตัวไปทำงานทุกวัน

บัฟเฟ็ตต์ คิดว่าตัวเองน่าจะอายุยืนอย่างน้อย 88 ปี และตั้งใจว่าถ้าเป็นไปได้จะทำงานจนอายุเกิน 100 ปี

บัฟ เฟ็ตต์ ดูกระฉับกระเฉง พูดจาฉับไวไม่เหมือนคนอายุ 80 เวลาให้สัมภาษณ์มักมีอารมณ์ขันสอดแทรกอยู่เสมอ ไม่ได้เคร่งขรึมตึงเครียดแบบมหาเศรษฐีนักธุรกิจส่วนใหญ่

คนมักจะถาม บัฟเฟ็ตต์เป็นประจำว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จและร่ำรวย ซึ่งบัฟเฟ็ตต์ก็ตอบเหมือนเดิมว่าให้ทำในสิ่งที่ตนรักแล้วความสำเร็จก็จะตาม มาซึ่งก็รวมถึงเงินทองด้วย

เคล็ดลับในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขของบัฟเฟ็ตต์นั้นเรียบง่าย แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้ง ซึ่งมีหลักๆ อยู่ 7 ข้อ

1. ทำในสิ่งที่ตนเองรัก บัฟเฟ็ตต์บอกว่าในชีวิต เขาไม่เคยต้องเลือกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องชีวิตส่วนตัว เขามีความสุขกับการทำงานมาก ทุกวันตื่นเต้นที่ได้ไปทำงาน เรียกได้ว่าแทบจะเต้นแท็บแดนซ์เข้าออฟฟิศเลยทีเดียว และเดินเข้าออฟฟิศอย่างมีความสุขเป็นที่สุด ซึ่งการทำในสิ่งที่ตนรัก และรักในสิ่งที่ตนทำ ผลงานก็จะออกมาดีโดยธรรมชาติ

2. หาความสุขจากความเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์บอกว่าความสุขอย่างเรียบง่ายของเขาคือการเล่นไพ่บริดจ์ออนไลน์ สัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง ความสุขอยู่ที่ใจเป็นสิ่งที่หาได้จากสิ่งใกล้ตัว การได้พักผ่อนอยู่กับบ้านนั่งอ่านหนังสือหรือปลูกต้นไม้ก็ถือเป็นความสุข แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเงินฟุ่มเฟือยทานอาหารนอกบ้าน หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ

3. คิดและทำในสิ่งที่ไม่ซับซ้อน บัฟเฟ็ตต์บอกว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร เขาต้องอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดได้ ดังนั้น จึงเลือกทำแต่เฉพาะสิ่งที่ตัวเองเข้าใจทะลุปรุโปร่งเพราะความเสี่ยงหรือความ เสียหายเกิดจากการทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้

4. ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่าในชีวิตส่วนตัวของเขาเขาไม่เคยสนใจว่าคนรวยคนอื่นๆ ทำอะไร ตัวเขาไม่ต้องการมีเรือยอชต์ขนาด 405 ฟุต เพียงเพราะว่าเศรษฐีคนอื่นมีเรือยอชต์ยาว 400 ฟุต

ทุกวันนี้ บัฟเฟ็ตต์ยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมขนาด 550 ตารางเมตร ซึ่งซื้อเมื่อ 43 ปีก่อน ที่เมืองโอมาฮ่า รัฐเนบราสก้า ในราคา 1.3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 21 ล้านบาท บัฟเฟ็ตต์บอกว่าคนเป็นหนี้บัตรเครดิต แสดงว่าคนคนนั้นใช้ชีวิตเกินฐานะของตัวเอง

5. มีต้นแบบที่ดี ยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต บัฟเฟ็ตต์เคยกล่าวไว้ว่า บอกมาเลยว่าใครคือฮีโร่ในดวงใจของคุณ ผมสามารถทำนายได้เลยว่าในอนาคตคุณจะเป็นอย่างไร เพราะคุณสมบัติของคนที่เราชื่นชมจะเป็นเครื่องนำทางไปสู่คุณสมบัติที่ตัวเรา จะมี ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนเข้าช่วยนิดหน่อยจนพัฒนาเป็นนิสัย

6. เลือกทำในสิ่งที่รัก ไม่ใช่เลือกทำเพราะเงินหรือผลตอบแทน บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่า หากเราทำในสิ่งที่เรารัก เราจะทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งผลที่ได้รับก็มักเป็นผลตอบแทนทางการเงิน

ตอนที่บัฟเฟ็ตต์เรียนจบ ปริญญาโท เขาไปทำงานกับ เบ็นจามิน แกรห์ม ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทด้านการลงทุน Graham-Newman Partnership ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ รู้แต่ว่าอยากทำงานกับเบ็น จามิน แกรห์ม เพราะพอได้ทำงานกับคนที่อยากทำ ตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน เพราะรู้ว่าเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็นหลังเลิกงาน ตัวเองจะฉลาดขึ้นกว่าเมื่อเช้าตอนก่อนออกจากบ้าน

7. แต่งงานกับคนที่ใช่ บัฟเฟ็ตต์บอกว่าถ้าเจอะคนที่เรารักและมั่นใจว่า "คนนี้ใช่เลย" ขอให้แต่งงานโดยไม่ต้องรีรอ

เขาบอกว่าการมีชีวิตคู่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในชีวิต เช่น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้รู้ว่าตัวเองควรทำงานด้านไหน และ ฯลฯ

การ ทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยหรือเพลย์บอยทำให้ศักยภาพในการทำงานลดลง เนื่องจากเอาเวลาทำงานไปหมกมุ่นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่งงานซะทุกอย่างก็จบ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315390607&grpid=&catid=50&subcatid=5000

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ชีวิตไม่มีการเรียนรู้ที่สิ้นสุด ... (ท่านชุติปัญโญ)

ชีวิตมีหลายอย่างที่ซ่อนเงื่อนอยู่ลึก ๆ ข้างใน ซึ่งต้องอาศัยความใส่ใจในการเรียนรู้ด้วยความแยบคาย สิ่งที่เกิดขึ้นจึงจะแจ่มแจ้งได้ ถือว่า เป็นการเว้นพื้นที่ให้ความรู้ต่าง ๆ สามารถเข้าไปเติมเต็มได้ด้วยภาวะที่ลงตัว
คนส่วนมากมักจะถามหาความสมบูรณ์แบบ เพื่อมอบให้กับชีวิตของตัวเองอยู่เสมอ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ชีวิตไม่มีสิ่งที่มาคอยเติมเต็มให้สมบูรณ์พร้อมได้ทั้งหมดแต่อย่างใด ทว่าคนเราก็มักจะยื้อว่า มันต้องถูกเติมเต็มได้แน่นอน
เมื่อมีความหวังแต่ไร้ความเข้าใจ เราจึงแสวงหาในสิ่งที่คิดว่า ใช่มาทับถมใจให้เต็มอยู่ตลอดเวลา ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครอง และเพื่อบอกตัวเองให้ได้ว่า "เราสมบูรณ์พร้อมแล้ว เรามีครบทุกอย่างแล้ว"
ทุกอย่างที่ได้มาในด้านวัตถุและเกียรติยศที่ต้องการ เป็นเสมือนสิ่งที่มีอยู่จริงในมิติของชาวโลก ประหนึ่งว่ามีชีวิตที่เพียบพร้อมกว่าใครหลาย ๆ คน ซึ่งน่าจะทำให้มีความสุขได้อย่างที่ใจใฝ่หา
ทว่าเมื่อมองความสุขที่ได้รับจากสิ่งที่เพรียกหา กลับปรากฎว่า ความสุขที่ซ่อนอยู่ในใจ อันเป็นความสุขสงบที่ทำให้เรายิ้มได้ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย กลับหายไปอย่างน่าใจหาย เหลือเพียงความคิดที่เข้าข้างตัวเองว่า เรามีความสุขเท่านั้น
หน้าตาของความสุขจากวัตถุและเกียรติยศที่ได้มา ช่างเป็นอะไรที่เปล่ากลวงเหลือเกิน เป็นความสุขที่แห้งแล้งเกินกว่าที่จะตอบตัวเองได้ว่า เรามีความสุขดั่งที่ชีวิตต้องการจริง ๆ
เพราะความจริงของชีวิตในการเกี่ยวข้องกับความสุขแบบฉบับของชาวโลกทั่วไป เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอน ทุกสรรพสิ่งจะถูกลดทอนลงตามกาลเวลา และเปลี่ยนสภาพไปอย่างไม่มีข้อยกเว้น อยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในวันใดเท่านั้นเอง
ความสุขที่เราคาดหวังในสิ่งที่เคยอยากจับจอง จึงเป็นความบกพร่องในสิ่งที่คิดว่า เป็นความสมบูรณ์สำหรับเรา จึงเป็นความบกพร่องในสิ่งที่คิดว่าเป็นความสมบูรณ์สำหรับเรา สิ่งที่ได้มาจึงตอบสนองให้ใจสมอยากเพียงชั่ววูบเท่านั้น แล้วทุกอย่างที่จะกลายเป็นภาระใหม่ที่เราอาจจะไม่ต้องการ แต่ก็ต้องยอมก้มหน้าที่จะแบกรับมัน
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถแสวงหา และก่อให้เกิดเป็นความพร้อมในการดำเนินชีวิตได้ เป็นสิ่งที่มาเพิ่มเติมแล้วทำให้ชีวิตบกพร่องน้อยลง เป็นความลงตัวท่ามกลางความบกพร่องที่มีนั่นคือ การเรียนรู้ชีวิตด้วยความเข้าใจ
เพราะความเข้าใจมิใช่การคิดเอา หรือเดาสุ่มตามความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นมา แต่เป็นการกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทันในทุกเรื่องของความจำเป็นที่มีต่อชีวิต เป็นภาวะที่เข้าไปช่วยทำให้ชีวิตมีความสมดุล ตั้งแต่จุดเริ่มต้นทั้งในด้านวัตถุภายนอกและจิตใจภายใน เพื่อให้กระบวนการศึกษาที่มีอยู่ ได้ทำหน้าที่ดูแลชีวิตทุกมิติที่เราเกี่ยวข้องให้มีความลงตัว
ถือว่า เป็นการรู้จักสร้างวิธีที่ก่อให้เกิดความเหมาะสมในทุกมิติที่ชีวิตต้องทำการศึกษา แม้จะอยู่ในภาวะทีเป็นความบกพร่องในหลาย ๆ ด้าน แต่ความสมดุลอันเกิดจากความเข้าใจด้วยปัญญา ย่อมประคองให้สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนไปด้วยความราบรืนได้
ดังนั้น การศึกษาชีวิตไม่ว่าในแง่ของวัตถุและจิตใจ หรือในทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา เราไม่ควรประมาทว่า เรารู้แล้วหรือเข้าใจทุกอย่างโดยสมบูรณ์แบบแล้ว
เพราะในรายละเอียดของชีวิต มีหลายอย่างที่ซ่อนเงื่อนอยู่ลึก ๆ ข้างใน ซึ่งต้องอาศัยความใส่ใจในการเรียนรู้ด้วยความแยบคาย สิ่งที่เกิดขึ้นจะแจ่มแจ้งได้ ถือว่าเป็นการเว้นพื้นที่ให้ความรู้ต่าง ๆ สามารถเข้าไปเติมเต็มได้ด้วยภาวะที่ลงตัว
ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การรู้จักสร้างวิธีเรียนรู้ด้วยความเข้าใจเป็นหลัก เป็นการประสานระหว่างความบกพร่องและความเพียบพร้อมให้มีการสัมพันธ์ต่อกัน เพื่ออำนวยประโยชน์สุขให้แก่กันและกันตราบนานเท่านาน
เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เราจึงต้องใส่ใจทุกรายละเอียดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเบื่อหน่ายก็ตาม

มีพระหนุ่มรูปหนึ่งได้อยู่ศึกษาธรรมะกับอาจารย์เซนนามว่า อู๋เต๋อ เมื่อแรกเริ่มนั้น เขามีความกระตือรือร้นในการศึกษาเป็นอย่างมาก ทุกการเรียนรู้เต็มไปด้วยความพากเพียรพยายาม
หนึ่งปีผ่านไป พระหนุ่มมีความรู้สึกว่า ตนมีความรู้มากแล้วจึงมีความคิดที่จะออกธุดงค์ เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง เพราะเขาคิดว่า หนึ่งปีที่อยู่กับอาจารย์นั้น ตนมีความรู้สมบูรณ์พร้อมแล้ว
ช่วงขณะที่รอเวลาออกธุดงค์ เขาจึงแสดงอาการเบื่อหน่ายต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก เวลาฟังธรรมบรรยายก็ไม่สนใจเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แถมยังแสดงอาการเบื่อหน่ายให้อาจารย์เห็นอยู่บ่อย ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่อาจารย์ให้โอวาทแก่บรรดาลูกศิษย์จบลง จึงพูดกับภิกษุหนุ่มด้วยความเป็นห่วงว่า
"ดูเธอไม่ค่อยใส่ใจในการศึกษาธรรมะเลยนะ ไม่ทราบว่า เป็นเพราะเหตุใด ?"

เมื่อลูกศิษย์เห็นว่า อาจารย์ต้องการทราบเหตุผลในเรื่องนี้จึงกล่าวความในใจที่ตนมีแก่ท่านว่า
"ท่านอาจารย์ครับ หนึ่งปีที่อยู่ศึกษาที่นี่ มันเป็นอะไรที่รู้หมดแล้ว ผมจึงคิดว่าจะออกธุดงค์ เพื่อหาประสบการณ์อย่างอื่นต่อไป การศึกษาที่นี่มันเป็นอะไรที่พอแล้วสำหรับผม"
"อะไรที่เธอว่าเป็นความพอของเธอ ?"
"พอก็คือเต็มแล้ว คือ บรรจุไม่ลงแล้วครับ"

เมื่ออาจารย์ได้ฟังลูกศิษย์กล่าวเช่นนั้น จึงหยิบถังไม้มาหนึ่งใบ แล้วนำก้อนกรวดเล็ก ๆ เทลงไปจนเต็มถัง หลังจากนั้นจึงถามลูกศิษย์ผู้คิดว่า การศึกษาของตนนั้นเพียงพอแล้วว่า
"ก้อนกรวดในถังใบนี้เต็มหรือยัง ?"
"เต็มแล้วครับท่านอาจารย์"

เมื่อลูกศิษย์กล่าวเช่นนั้น อาจารย์ก็นำทรายละเอียดมาเติมลงไปอีกสามกำมือ ปรากฎว่า ทรายก็สามารถเล็ดลอดก้อนกรวดลงไปได้ทั้งหมด ซึ่งดูเหมือนว่าถังจะมีพื้นที่เต็มไปด้วยก้อนกรวดและทรายแล้ว ท่านมองหน้าลูกศิษย์แล้วถามว่า
"สิ่งของในถังนี้เต็มหรือยัง ?"
"เต็มแล้วครับ"

ฝ่ายอาจารย์ก็นำผงหินปูนโรยลงไปในถังอีกหนึ่งกำมือ ปรากฎว่า หินผงก็หายลงไปในถังได้ทั้งหมด อาจารย์จึงถามลูกศิษย์อีกว่า
"คราวนี้เต็มหรือยัง ?"
"ดูเหมือนคราวนี้เต็มแน่นอนแล้วครับ"

แต่แทนที่อาจารย์จะหยุดอยู่แค่นั้น ท่านก็นำน้ำมาเทลงไปในถัง ปรากฎว่า น้ำก็ไหลลงไปได้อีก สามารถไหลผ่านทั้งก้อนกรวด ทราย และผงหินปูนทั้งหมด
"เธอคิดว่า เต็มหรือยัง ?"

เมื่ออาจารย์แสดงให้ดูเช่นนี้ แทนที่ลูกศิษย์จะตอบเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา กลับนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าอาจารย์ แล้วกล่าวอย่างผู้เข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจของตน
"ท่านอาจารย์ครับ ศิษย์กราบขอบพระคุณท่านมาก และเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอนอย่างแจ่มแจ้งแล้วครับ"

ฝ่ายอาจารย์ก็ยิ้มให้ต่อการแสดงออกของเขา และกล่าวให้ข้อคิดแก่ลูกศิษย์ด้วยความเมตตาว่า
"ก็ดีแล้วที่เธอเข้าใจได้ จงจำไว้นะว่ามีหลายอย่างในชีวิตที่เรายังไม่รู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าปิดตัวเองที่จะศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จงตั้งใจศึกษาในทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา และรักษาจิตที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างรู้เท่าทัน แล้วเธอจะรู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาในใจ คือ สิ่งที่ผ่านเข้ามาเพื่อให้เราได้เรียนรู้โดยไม่มีคำว่า สิ้นสุด"


เล่าให้ฟังจากหนังสือ ชื่อ "ชีวิตวันนี้ที่วุ่นวาย มีที่พักใจหรือยัง ?" เขียนโดยท่านชุติปัญโญ