คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คุณลักษณะที่ช่วยให้พ้นจากความล้มเหลว

ในบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและประสบความสำเร็จในชีวิตและในธุรกิจทั้งหลายนั้น เขาเหล่านั้นมีคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่สำคัญ ที่จะนำพาช่วยให้เขาพ้นจากความล้มเหลว  ทำให้เขามีรายได้ที่เพิ่มพูนและมีความสุข
คุณสมบัตินั้นคือ “ความกระตือรือล้น”

ความหมายของความกระตือรือล้น ถ้าจะให้คำจำกัดความ ก็หมายถึง ความขมีขมัน ความที่มีใจฝักใฝ่เร่งร้อน เร่งรีบ หรือสรุปง่ายๆ หมายถึงบุคคลที่มีความ Active มีไฟหรือมีพลังในการทำงานอยู่ในตัวของเขา ตลอดเวลา
ประโยชน์ของการมีความกระตือรือร้น     
  1.ทำให้เราเป็นคนมีความรับผิดชอบ ทำงานได้เสร็จทันตามเวลาหรือที่ได้รับมอบหมาย    
  2.ชีวิตและหน้าที่การงานประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้า
  3.เป็นคนขยันขันแข็ง มีความอดทน คล่องแคล่วว่องไวในการทำงาน
  4.รู้จักใช้เวลาอย่างคุ้มค่า สร้างประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
  5.สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง มีความสุข ความร่าเริง เบิกบาน เป็นที่รักของคนอื่น
  6.พยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อันเกิดประโยชน์สำหรับชีวิต
  7.ฝึกให้ตัวเองเป็นคนมีระเบียบวินัย
โทษของการไม่มีความกระตือรือร้น         
   1.กลายเป็นคนเฉื่อยชา มีนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง งานหรือกิจการต่าง ๆ เกิดความเสียหายไม่เสร็จ ตามกำหนดเวลา
   2.ชีวิตและหน้าที่การงาน อาจล้มเหลว
   3.ชีวิตไม่มีความสุข เกิดความท้อแท้ในชีวิต และหน้าที่การงาน
   4.ไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มหรือสังคม

ความกระตือรือล้น เป็นคุณสมบัติที่เพาะขึ้นได้ไหม หรือจะต้องมีมาแต่กำเนิดเท่านั้น ขอตอบว่า เป็นสิ่งที่เพาะขึ้นได้ ดังที่วิธีการที่นักเดินตลาดขายกรมธรรม์ประกันชีวิตนาม Frank Bettger ในอเมริกา ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนักขายประกันชีวิตจนมีฐานะร่ำรวย ที่สามารถพลิกฟื้นจากความล้มเหลวจากงานอื่นๆที่ผ่านมา เขาได้ทำจนเป็นผลสำเร็จ เขาได้เป็นมนุษย์หุ่นยนต์ไป ด้วยการ บังคับ ให้ตัวเองทำงานอย่างกระตือรือร้นทุกๆวัน

ส่วนหนึ่งของการฝึกของเขาก็คือเขาจะจดข้อความสั้นเพื่อที่จะใช้กระตุ้นตนเองในเรื่องของความกระตือรือล้นใส่กระเป๋าเสื้อ  แล้วก็ท่อง หรือใช้วิธีการพูดย้ำกับตัวเองวันละหลายๆครั้งเท่าที่เป็นไปได้  เมื่อมีโอกาสเขาก็จะหยิบข้อความนั้นมาอ่านหรือท่องจำให้ขึ้นใจ  ตลอดระยะเวลาสักสามสิบวัน แล้วสิ่งที่พูดย้ำกับตนเองบ่อยครั้งนั้น จะฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคนเรา แล้วจิตใต้สำนึกนั้นจะสั่งการให้สมองกระทำการนั้น  ด้วยความกระตือรือล้น และเมื่อถูกตอกย้ำในเรื่องของความกระตือรือล้นย้ำบ่อยเข้าทุกๆวัน สิ่งที่ตอกย้ำนั้นก็จะกลายเป็นอุปนิสัยของคนผู้นั้นตลอดไป

ความกระตือรือล้น เป็นคุณลักษณะที่มีค่าสูงสุดในโลก ทั้งนี้ บางทีอาจเป็นเพราะความกระตือรือล้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง แต่ก็เป็นคุณลักษณะที่ติดต่อกันได้ง่ายที่สุด  ถ้าท่านรู้สึกกระตือรือล้นแล้วผู้ฟังท่านพูดก็จะรู้สึกกระตือรือล้นไปด้วย ถึงแม้ว่าท่านจะแสดงความคิด ที่โง่ๆในบางเรื่องออกมาก็ตาม ถ้าท่านพูดขายสินค้าของท่านโดยไม่กระตือรือล้นเลย คำพูดของท่านก็จะจืดชืดไม่มีรส
ถ้าผู้ใดมีความกระตือรือล้นมากจนกลายเป็นความตื่นเต้นได้ก็ยิ่งดี ถ้าคนขายของมีความรู้สึกตื่นเต้น เขาก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย และแล้วเขาก็จะขายของได้
ความกระตือรือล้น ไม่ใช่อาการที่แสดงออกมาภายนอกเท่านั้น พอท่านเริ่มรู้สึกกระตือรือล้น ความกระตือรือล้นก็จะทำงานภายในตัวท่านทันที ท่านอาจจะกำลังนั่งอยู่ในบ้านของท่าน....ท่านเกิดมีความคิดอย่างหนึ่ง....ความคิดนั้นเริ่มขยายตัว....ในที่สุดท่านก็จะเต็มไปด้วยความกระตือรือล้น....และแล้วก็จะไม่มีสิ่งใดที่จะรั้งท่านไว้ได้
ความกระตือรือล้นจะช่วยให้ท่านเอาชนะความขี้กลัวให้ได้ผลดีในการงาน ให้ได้เงินมากขึ้น มีอนามัยมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และมีความสุขยิ่งขึ้น
   แล้วเมื่อไรเล่า ท่านจึงจะตั้งต้น จงตั้งต้นเสียแต่บัดนี้เถิด  จงพูดกับตัวเองว่า “นี่เป็นสิ่งที่ฉันทำได้”
   ท่านจะตั้งต้นอย่างไร  มีกฎอยู่กฎเดียวว่า
   “จงกระทำด้วยความกระตือรือล้น...แล้วท่านก็จะกลายเป็นคนกระตือรือล้น”
จงปฎิบัติตามกฏข้อนี้สักสามสิบวัน แล้วเตรียมตัวที่จะประสบผลอันแปลกประหลาดของมัน ถ้าท่านทำได้ดังนั้น ชีวิตของท่านอาจจะเปลี่ยนไป อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

  ทุกๆเช้า จงยืนตรง แล้วท่องข้อความต่อไปนี้ด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังและด้วยความกระตือรือล้นเต็มที่
  “จงบังคับตัวของตัวเองให้กระทำ ด้วยความกระตือรือล้น แล้วท่านจะกลายเป็นคนกระตือรือล้น”
http://www.oknation.net/blog/choudej/2008/01/20/entry-2

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หลวงตากับคำสอน "ช่าง - มัน - เถิด"

คนโง่...คนฉลาด...คนเจ้าปัญญา


ว่าด้วยความคิด
คนโง่ : ทำก่อนแล้วจึงคิด จึงผิดพลาดอยู่เนืองๆ ต้องเปลืองเวลาและความรู้สึก ตามแก้ปัญหาไม่สิ้นสุด
คนฉลาด : คิดมากก่อนแล้วจึงทำ จึงเพ้อเจ้ออยู่เป็นประจำ แม้ประสงค์จะทำดีทากแต่ทำได้น้อย เพราะเขม่าความคิดปิดกั้นความกล้าหาญ
คนเจ้าปัญญา : คิดไปทำไป จึงทำได้อย่างที่คิด และคิดพอดีที่ทำประหยัดพลังงานและบริหารเวลาได้เหมาะสม ลดความหลอนป้องกันความผิดพลาดขื่นขมและประสบความสำเร็จโดยไม่เหน็ดเหนื่อย
ว่าด้วยทัศนคติ
คนโง่ : ดูหมิ่นความดี มองโลกในแง่ร้ายด้านเดียว จึงได้รับแต่สิ่งชั่วร้ายมาพาชีวิตตกต่ำ กลายเป็นทาสสถานการณ์ ยามพบสิ่งดีจะไม่เข้าใจจึงพลาดโอกาสใหญ่
คนฉลาด : ชอบทำดีและคิดดี มักมองโลกในแง่ดีด้านเดียว จึงได้แต่สิ่งดีโดยมาก ครั้นพบสิ่งชั่วร้าย จะทนไม่ได้ ทำใจไม่เป็น ต้องถอยหนีสถานการณ์ดวงใจแตกร้าว ชีวิตจึงมีแต่ความระคายเคืองและปฏิฆะเร้นลึก
คนเจ้าปัญญา : ละชั่วเด็ดขาด และทำดีเป็นนิสัย โดยไม่ติดดี แล้วละแม้ความดีเข้าสู่ความบริสุทธิ์ จึงเห็นที่สุดแห่งความเป็นจริงแท้แห่งโลกว่าทุกสิ่งในโลกมีทั้งคุณ โทษ และความเป็นกลางอยู่ จึงบริหารสถานการณ์ได้ และทำใจได้ในทุกภาวการณ์
ว่าด้วยความโง่และความฉลาด
คนโง่ : ชอบคิดว่าตนฉลาดแล้ว จึงดักดานอยู่กับความโง่ของตนตามที่เป็น
คนฉลาด : ชอบคิดว่าตนโง่ จึงชอบแกล้งโง่ และมักโง่ได้สมปรารถนาในที่สุด
คนเจ้าปัญญา : ย่อมเห็นความโง่และความฉลาด ที่ซ้อนกันอยู่ และวิธีที่จะยกจิตสู่ปัญญายิ่งๆขึ้นไป จึงค่อยๆ หายโง่ และเลิกฉลาดโดยลำดับ
ว่าด้วยการพูดจา
คนโง่ : ชอบเถียง เขาจึงได้การทะเลาะ และความบาดหมางแทนความรู้
คนฉลาด : ชอบถาม เขาจึงได้ความรู้ และมิตรภาพมากกว่าความแตกแยก
คนเจ้าปัญญา : ชอบเฉยสังเกตลึก เข้าใจสิ่งต่าง อย่างลึกซึ้งแล้วจึงนำเสนออย่างเหมาะสม
ว่าด้วยการจัดการกับปัญหา
คนโง่ : พอพบกับปัญหาอะไรก็โวยวาย ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และความสัมพันธ์อีกหลายชั้น จึงยิ่งเสียหาย......
คนฉลาด : พอพบปัญหาก็วิเคราะห์ เป็นการใช้ความคิดแก้ปัญหา จึงมักติดบ่วงความคิด วนไปวนมา......
คนเจ้าปัญญา : พอพบปัญหาอะไรก็วางก่อน พอเป็นอิสระมีอำนาจเหนือกว่าปัญหาแล้ว จึงจัดการกับปัญหานั้นอย่างเหนือชั้น.......
ว่าด้วยการบริหารและการปกครอง
คนโง่ : พยายามบริหารคน จึงวุ่นวายสับสนตามธรรมชาติของคน
คนฉลาด : พยายามบริหารประโยชน์สัมพันธ์ จึงยุ่งยากซับซ้อนตามปรารถนาอันไม่สิ้นสุด
คนเจ้าปัญญา : พยายามบริหาระบบธรรม จึงสงบลงตัว ณ จุดพอดี.....
ว่าด้วยความคิด
คนโง่ : เห็นแต่ความชั่วร้ายของคนอื่น และโยนความผิดให้ผู้อื่นอยู่เรื่อย เป็นการทำมิตรให้กลายเป็นศัตรู ชีวิตจึงอยู่ในท่ามกลางอันตราย
คนฉลาด : เห็นแม้ความชั่วร้ายในตนเอง จึงกล้ายอมรับความจริงและแก้ไขตัว ทำให้ตนดีขึ้น ทำให้แม้ศัตรูก็ยอมรับได้มากขึ้น ชีวิตจึงเจริญและผาสุกโดยลำดับ
คนเจ้าปัญญา : เห็นความชั่วร้ายสากล จึงเข้าใจทุกคนในทุกสถานการณ์ เห็น***ส่วนการบริหารคนที่เหมาะสม โดยไม่ทำร้ายคน แต่จะทำลายความชั่วสากลให้สิ้นไป จึงสนุกสนานในการบริหารเรื่อยไป......
ว่าด้วยการบริหารธรรม
คนโง่ : ดูหมิ่นธรรมะ ชีวิตจึงหายนะ
คนฉลาด : ศึกษาธรรมะ จึงรู้ลึก และดำเนินชีวิตด้วยดี
คนเจ้าปัญญา : ใช้ธรรมะ จึงดำเนินชีวิตอย่างเหนือชั้น!!.......
ว่าด้วยการทำงาน
คนโง่ : ทำงานเพื่อเงิน จึงได้เงินมาอย่างยากเย็นและมักไม่ได้คุณค่าอื่นๆของงาน
คนฉลาด : ทำงานเพื่องาน จึงได้ผลงานที่ยิ่งใหญ่และได้เงินตามมาโดยง่าย
คนเจ้าปัญญา : ทำงานเพื่อหยิบยื่นคุณค่าแก่สังคม เขาจึงได้ผลงานที่น่าชื่นชม เงิน ชื่อเสียงและมิตรมหาศาลย่อมตามมาเสมอ......
ว่าด้วยการสนองตอบผู้มีพระคุณ
คนโง่ : เนรคุณผู้มีบุญคุณ จึงไม่มีใครอยากทำดีกับเขาอีก
คนฉลาด : กตัญญูผู้มีพระคุณ จึงมีคนอยากทำดีกับเขามากมาย ซึ่งต้องตามชดใช้บุญคุณกันไม่รู้จบ
คนเจ้าปัญญา : ยกระดับผู้มีบุญคุณให้สูงส่งขึ้น จึงทดแทนบุญคุณกันได้หมด และผู้มีพระคุณกลายเป็นหนี้บุญคุณ และพร้อมที่จะให้พระคุณที่ยิ่งกว่า เกิดวงจรการให้ และการรับที่พัฒนาต่อเนื่องทุกฝ่ายจึงได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง
ว่าด้วยความเพียร
คนโง่ : มัวขยันในเรื่องไร้สาระ จึงมักพบปะแต่เรื่องไร้ประโยชน์ แล้วมักตัดพ้อว่า ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี
คนฉลาด : มักขยันในเรื่องที่มีคุณมากมีโทษน้อย จึงได้ประโยชน์มากและมีโทษแทรกบ้าง แล้วมักบ่นว่าอุตส่าระวังอย่างสุดแล้วยังพบเรืองร้ายๆ อีก
คนเจ้าปัญญา : ขยันทำตนให้เหนือคุณและโทษ จึงบริหารสถานการณ์อย่างอิสระ ไม่ปรากฏเสียงตัดพ้อหรือบ่นว่าอีกต่อไป
ว่าด้วยความจริงจัง
คนโง่: เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นเรื่องจริงจัง จึงเครียดแทบบ้า
คนฉลาด : เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นเรื่องเล่นๆ จึงสนุกสนานจนไร้สาระ
คนเจ้าปัญญา : เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นตัวเร่งวิวัฒนาการ จึงรุ่งเรืองรวดเร็ว
ว่าด้วยความประสบความสำเร็จ
คนโง่ : รอให้ความสำเร็จมาหา อาจต้องรอหลายชาติกว่าจะพบซักครั้ง
คนฉลาด : เดินไปหาความสำเร็จ จึงอาจมีโอกาสพบบ้างแม้เหนื่อยยาก
คนเจ้าปัญญา : ปักหลักสร้างความสำเร็จ หากสร้างความสำเร็จแน่ๆ และเหนื่อยน้อยกว่า
ขอขอบคุณสาระ ดีดี จากธรรมะดิลิเวอร์รี่

คำดี ๆ จาก “อาจารย์ในร้านคุกกี้” โดยนิ้วกลม

 
โลกนี้ไม่มีปัญหาและศัตรู มีแต่ครูกับบทเรียน
‘ลบ’ สิ่งที่เราไม่เข้าใจทิ้งไป เพื่อจะได้มีชีวิตที่ทุกข์น้อยลง
เมื่อรัก เราจะให้อภัย เมื่อให้อภัย เราจะรัก
ความปลอดภัย ไม่เคยทำให้ใครเติบโต
ถ้ารู้สึกปลอดภัยเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็แปลว่าเราเริ่มนิ่ง เริ่มหยุดพัฒนาแล้ว
นักสร้างสรรค์มักจะไม่มานั่งบ่นว่าสิ่งที่ไม่ถูกใจ
แต่เขาจะเอาเวลาไปทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่ามาเสนอ
เราต่างมีความสามารถมากกว่าที่เราถนัด
ประสบการณ์ไม่ใช่ข้อผิดพลาด เป็นการตัดสินของคุณเองว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดหรือไม่
Hate Something. Change Something.
หากเกลียดสิ่งไหนก็ลงมือเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น ทำมันให้ดีขึ้น
ถ้าเราอยากชนะมากพอ เราจะชนะ
คู่แข่ง ยิ่งเอาชนะได้ยากยิ่งดี
จะเก่งได้ก็ต่อเมื่อได้สู้กับคนเก่ง สู้กับคนอ่อนมีแต่จะผ่อนแรง
ความรู้อยู่นอกข้อสอบท่องจำ
ไม่มีเวลาธรรมดา ทุกเวลาคือ ‘เวลาพิเศษ’
เวลาแห่งความสุขผ่านไปไว แต่เวลาแห่งความเหลวไหลผ่านไปไวกว่า
เราไม่เคยเสียดายเวลาที่ใช้ไปกับสิ่งที่เราอยากทำ
แต่มักจะเสียดายย้อนหลังเมื่อใช้มันไปทำในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำจริง ๆ
คำถามสำคัญไม่ใช่เราขาดอะไรไป แต่เป็นเรามีอะไรบ้าง
จริงอยู่ว่าโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่มีใครบอกพร่องไปเสียทุกอย่างเช่นกัน
ทุกคนต่างมีบางสิ่งและขาดบางสิ่งด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ใครจะใช้ในสิ่งที่ตัวเองมได้อย่างเต็มที่แค่ไหน
พอแก่แล้วเราก็ยิ่งเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่มี
ชีวิตที่ดีไม่น่าจะใช่ชีวิตที่มีแต่ความสุข แต่น่าจะเป็นชีวิตที่สามารถรับมือกับสุขและทุกข์ได้อย่างดีมากกว่า
ความทรงจำที่สวยงามและมิอาจย้อนกลับคืนมา
มีก็แต่จะผุกร่อนเก่าไปตามกาลเวลาชวนให้รู้สึกใจหาย
แต่ในขณะเดียวกันก็หอมหวน
‘หอม’ ทุกครั้งที่ ‘หวน’ กลับไปคิดถึง
หากทำงานรอรับเงินเดือน เราจะมีความสุขเฉพาะปลายเดือน
สิ่งที่ยากที่สุดของการทำอะไรสักอย่างคือการเริ่มต้นลงมือทำ
เวลาเข็นรถขึ้นภูเขา เราไม่ควรหยุดกลางทาง
กุญแจสตาร์ตความสุขใจอยู่ในมือของเรา
สิ่งที่มีค่าต้องรักษาให้ดี สิ่งที่ไม่ดีควรโยนทิ้งไป
ชีวิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีเป้าหมาย
ความผิดหวังคือบ่อเกิดพลังที่ดี
ความรักที่ไม่มีหวังก็ต้องตัดใจ ความฝันก็เช่นกัน
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้สุขในสิ่งที่ฝัน แต่ทุกคนนั้นสามารถสุขได้ในสิ่งที่เป็น
ความผิดพลาดคือเส่ห์ของชีวิต
สงครามเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่หลังสงครามนั้นยืดยาว
แม้ชีวิตจะแสนสั้น แต่เราก็ไม่ควรใช้มันอย่างเร่งรีบ
ที่มา http://www.yimtamphan.com/?p=1117

นิทานที่เปลี่ยนชีวิตผู้ชายคนหนึ่ง

+++…เศรษฐีเจ้าอารมณ์…+++
…ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ
เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้
หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้
แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขาดีขึ้นได้
อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของ
เขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า ” โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลาแล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป”เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมากวันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมดนอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลาตามคำแนะนำของฤาษีอาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น
สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
“หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน”
ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
“ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว”
หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ข้อมูลจาก http://www.yimtamphan.com