คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เข็มทิศชีวิต

      การที่คนคนหนึ่งจะฟื้นจากวิกฤตชีวิตได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ที่ยากกว่านั้นก็คือ การนำเอาประสบการณ์ความทุกข์ของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ปัญหานั้นมิใช่ว่าจะบั่นทอนชีวิตจิตใจสถานเดียว หากยังสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นปัญญาสรรค์สร้างชีวิตได้ด้วย แม้ความสิ้นหวังอับจนจะผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่คุณฐิตินาถสามารถนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาจุดประกายความหวังให้แก่ผู้คนจำนวนมากได้อย่างน่าชื่นชม ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตให้หมดไปกับการแสวงหาและสะสมสิ่งนอกตัว หมกมุ่นกับอดีตและอนาคต จนแทบไม่มีเวลาที่จะอยู่กับตนเอง ผู้คนพากันคิดว่าเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ คือสิ่งที่ชีวิตต้องการ          แต่ได้มาเท่าไรก็ไม่มีความสุขเสียที ลึกลงไปในใจเราอาจกำลังทักท้วงตั้งคำถามกับวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ จิตใจ       ส่วนลึกของเราอาจกำลังเพรียกหาความสุขที่แท้ อันได้แก่ความสงบเย็นและเป็นอิสระ
      ชีวิตของเราทุกคนนั้นเป็นอิสระและผาสุกได้นั้นมีอยู่แล้วที่ใจของเราเอง  เพียงแต่หันกลับมาดูที่ใจให้ความรู้ตัวมาแทนที่ความหลงและเปลี่ยนจากยึดมาเป็นคลาย จากแบกมาเป็นวาง จากวุ่นมาเป็นว่าง จากวิ่ง      มาเป็นหยุด ความทุกข์ก็จะกลายเป็นความไม่ทุกข์และนำไปสู่ความสุขในที่สุด
ที่มา: ฐิตินาถ  ณ พัทลุง. เข็มทิศชีวิต

การคิดเชิงสร้างสรรค์จากหนังสือ ผู้ชนะสิบคิด : การคิดเชิงสร้างสรรค์ ( Creative Thinking)

ทัศนคติที่ไม่ถูกต้องจะเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้
การคิดเชิงสร้างสรรค์จากหนังสือ ผู้ชนะสิบคิด : การคิดเชิงสร้างสรรค์  ( Creative  Thinking) โดยศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์ นักจิตวิทยาค้นพบว่า “ทุกคนสามารถฝึกฝนให้มีความคิดสร้างสรรค์ได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นมีพรสวรรค์หรือไม่ และไม่ได้ถูกจำกัดโดยสภาพของชีวิต” แล้ว “ความคิดสร้างสรรค์” หากจะมองในแง่ของความหมายก็อาจจะแยกได้เป็น 3 ความหมาย คือ
ความหมายที่ 1 ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิดแง่บวก หรือ Positive thinking
ความหมายที่ 2 ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การกระทำที่ไม่ทำร้ายใคร หรือ Constructive thinking
ความหมายที่ 3 ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรือ Creative thinking
ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
ทางที่ 1 เกิดจาก จินตนาการ แล้วย้อนสู่ความจริง
ทางที่ 2 เกิดจาก ความรู้ที่มี แล้วคิดต่อยอดสู่สิ่งใหม่เหตุใดเราจึงต้องคิดเชิงสร้างสรรค์
1. ช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ลงตัวกับปัญหา2. ก่อให้เกิดนวัตกรรมที่ไม่หยุดยั้ง
3. ช่วยให้เราทำสิ่งที่ดีกว่า แทนการจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ4. เป็นองค์ประกอบสำคัญของความฉลาดเรามาลองพัฒนาทัศนคติและนิสัยนักคิดสร้างสรรค์กันดูโดยจะมี 9 ข้อห้าม และ 9 ข้อปฏิบัติ1. อย่า   คิดแง่ลบ  ต้องคิดแง่บวก เพราะพลังความคิดแง่บวกจะช่วยสร้างให้เกิดความเชื่อมั่น
2. อย่า   ชอบพวกมากลากไป  ต้อง กล้าคิดเองและเชื่อมั่นในตัวเองกล้าเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตนเองเพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง
3. อย่า  ปิดตนเองในวงแคบ ต้อง  เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆเพราะความรู้ใหม่ จะช่วยให้เกิดมุมมองที่แตกต่างและต่อยอดสู่ความคิดใหม่ๆ
4. อย่า รักสบาย ทำไปเรื่อยๆ ต้องลงแรง บากบั่น มุ่งความสำเร็จเพราะความสำเร็จใดๆ ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน
5. อย่ากลัว  ต้องกล้าเสี่ยง ต้องฝึกตนเองให้เป็นคนท้าทายตนเองให้คิดสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ6.อย่าหมดกำลังใจเมื่อไม่พบคำตอบ     ต้องอดทนต่อความคลุมเครือ
7. อย่าท้อใจกับความผิดพลาด  ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว
ความผิดพลาดเป็นครู เพื่อที่จะได้เรียนรู้ในก้าวต่อไป8.อย่าละทิ้งความคิดใดๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไร้ประโยชน์  ต้องชะลอการตัดสินใจเพราะบางความคิดเห็นอาจจะยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้ แต่อาจนำไปใช้ได้ในสถานการณ์อื่น
9.อย่ากลัวการเผยแพร่ผลงาน ต้อง กล้าเผยแพร่ผลงานแตกต่าง  เพราะหลายครั้งที่การค้นพบใหม่ๆ มักมาจากการคิดแหวกแนว ทัศนคติจะเป็นตัวบ่งบอกตั้งแต่เบื้องต้นว่า เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์มากน้อย หรือไม่สร้างสรรค์ทัศนคติที่ไม่ถูกต้องจะเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ แม้จะรู้เทคนิควิธีการคิดสร้างสรรค์มากมายเพียงใด
        ดังนั้นในก้าวแรก จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขและเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับการเป็นนักคิดสร้างสรรค์ก่อนดังนั้นหากเราเรียนรู้วิธีการคิดอย่างสร้างสรรค์และกล้าที่จะใช้ประโยชน์จากมันจะพบว่าความคิดสร้างสรรค์นี่เองที่จะนำเราไปพบกับสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า และการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น การคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การพัฒนา ทั้งพัฒนาสติปัญญาของตนเอง พัฒนางานและพัฒนาสังคม

คนเหนือคน

หนังสือชื่อ "คนเหนือคน" ซึ่งมีความหมายที่ดี
เป็นหนังสือที่ดีมาก มีข้อคิด มีสิ่งที่คอยเตือนสติ คอยสอนใจ
ให้เรารู้จักใช้ชีวิต อย่างมีคุณค่า ยึดมั่นในจริยธรรม ศีลธรรม ความดีงาม
ไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตให้เอาตัวรอดไปวันๆเท่านั้น

เกิดเป็นคนก็นับว่าดีแล้ว
แต่...การเกิดเป็นคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต
ทั้งกายและใจนั้น มันมีองค์ประกอบมากมาย
ไม่ว่า ความดี ความฉลาด ความมีปัญญา ความเมตตา ความอดทน ฯลฯ
ในหนังสือเล่มนี้เป็นแนวทางที่ดี
ให้กับทุกคนที่บางครั้งยังไม่เข้าใจในวิถีการดำเนินชีวิต
หรือยังมองไม่เห็นค่าของตัวเอง หรือคนที่อาจจะยังหลงทางในชีวิตอยู่
ให้กลับมาเข้าใจตัวเองและใช้ชีวิตได้ถูกต้องมากขึ้น

"ให้กลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา"

ขอยกตัวอย่างข้อคิดที่น่าสนใจ
ในหนังสือเล่มนี้มาสักหนึ่งตอนจากหลายๆตอน ดังนี้
"จงเป็นคนมองโลกในแง่ดี และอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันให้มากที่สุด
มองหาความสุขที่แวดล้อมตัวอยู่ทุกๆวันให้พบ เพราะความสุขนั้นมีอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้น

พลังแห่งความคิดคนเรานั้น สามารถผลักดันให้คนๆนั้นเป็นไปตามที่คิดไว้ได้
พลังความคิดนี้ถ้าใช้ในทางที่ถูกจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้มหาศาล
แต่ถ้าใช้ผิดทาง ผลที่ได้รับนั้นไม่คุ้มค่าเลย

พลังความคิดจะเป็นเสมือนเข็มทิศชี้ทางให้เราไปสู่สิ่งนั้น
พลังความคิดจะคอยผลักดันให้เราไปสู่แนวทางที่คิดไว้
ชีวิตของคนเรามักโน้มเอียงไปสู่สิ่งที่เราคิดถึงเสมอๆ

ดังนั้นความรู้ดีที่สุด คือ การยอมรับว่ามีเรื่องอีกมากมายที่เรายังไม่รู้
ด้วยการยอมรับเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้เกิดการใฝ่รู้
และอยากแสวงหาความรู้เพิ่มขึ้นต่อไปอีก

ด้วยความไม่เข้าใจในสภาพธรรมที่ล้อมรอบตัวเรา
เราจึงมักจะยอมจำนนอยู่เสมอ การยอมรับ กับ ยอมจำนน
ต่างกันตรงผลที่ติดตามมา การยอมรับด้วยความเข้าใจในเหตุผล
ย่อมทำให้จิตใจเบาสบาย แต่การยอมจำนนนั้น เป็นการฝืนใจรับ
มีผลติดตามมาเป็นความทุกข์ของจิตใจ ทำให้ใจรู้สึกอึดอัด
ไม่พอใจ ไม่แจ่มใส และเกิดโรคทางกายได้ง่ายด้วย
เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการเก็บกด อารมณ์ทุกข์ร้อนหม่นหมองไว้นานๆนั่นเอง

ทุกๆชีวิตย่อมมีความทุกข์เสมอ ไม่มากก็น้อย
ทุกชีวิตมีความทุกข์เพราะทุกชีวิตมีปัญหา
ปัญหาไม่ได้เกิดจากการทำงานมาก หรือทำงานน้อย
คนอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย อาจมีปัญหาชีวิตมากกว่าคนที่ทำงานมากๆก็ได้
แต่...ปัญหาก็มีประโยชน์ เพราะ ทำให้เกิดปัญญาและเกิดความสำเร็จได้
จึงไม่ควรกลัวปัญหา และหนีปัญหา"

ที่มา : หนังสือคนเหนือคน หน้าที่ 19-20

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จัดสรรทุกข์และแบ่งปันสุข

สุขและทุกข์มรดกประจำชีวิตคน
ทุกคนเกิดมาไม่มีใครมีแต่ความสุข ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเกิดมามีแต่ความทุกข์ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทุกข์หรือสุขมากกว่ากัน ใครจะทุกข์หรือสุขนานกว่ากัน ใครจะมีทุกข์ก่อนหรือสุขก่อนเท่านั้นทุกข์ก็ไม่แน่นอน สุขเองก็ไม่ยั่งยืน ดังนั้นสิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ทุกคนจะต้องเจอทั้งความทุกข์และความสุข
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุขหรือทุกข์หมุนเวียนกันเข้ามาในชีวิตของคนเราตลอดเวลา
ความสุขนั้นมี 2 ประเภท
สุขแท้ คือ ความสุขจริงที่เกิดความอิ่มเอิบอิ่มใจจากภายใน และความสุขประเภทนี้จะอยู่กับเรานาน ไม่
เปลี่ยนแปลงหรือจางหายไปกับกาลเวลา นึกทีไรก็ทำให้มีความสุข เช่น ความสุขที่เกิดจากการให้การทำบุญ การ
ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น
สุขเทียม คือ ความสุขที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และจางหายไปตามกาลเวลาหรือตามระดับความ
ต้องการ เช่น ความสุขเมื่อถูกหวย (ความสุขจะลดลงเมื่อเงินหายหมดไป) เป็นต้น
เหรียญบาทจะไม่มีค่า ถ้ามีเพียงด้านเดียว ชีวิตจะไม่มีคุณค่า
ถ้ามีสุขหรือทุกข์เพียงด้านเดียวตลอดชีวิต
เทคนิคการบริหารความเสี่ยงในชีวิต
อย่ายึดติดและยึดมั่นมากเกินไป
การที่เราจะดำรงชีวิตอยู่บนโลกแห่งการสมมตินี้ได้อย่างปกติสุขนั้น เรา เรายึดหลักของการ
เผื่อเหลือเผื่อขาด ไว้บ้าง อย่าตึงหรือหย่อนจนเกินไปเพราะจะทำให้ชีวิตเราไม่ราบรื่น กล่าวง่ายๆ
คือ เราต้องเดินทางสายกลาง เราควรประเมินดูว่าเราควรจะเว้นช่องว่างสร้างช่องทางเผื่อไว้สำหรับสิ่ง
ที่ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้บ้างหรือไม่ เราจำเป็นต้องเผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังและความ
ล้มเหลวบ้าง ซึ่งอย่างน้อยก็อาจจะช่วยเป็นกันชนให้ชีวิตของเราได้บ้าง
“จงสำรองใจไว้เผื่อไว้สำหรับความผิดหวังและความล้มเหลวบ้าง”
จงคิดถึงตัวเองเวลาอยู่คนเดียว
เราควรจะเอาเวลาที่อยู่คนเดียวมาใช้ในการทบทวนตัวเองใช้ในการวางแผนชีวิต ทั้งในแง่มุม
ของการปรับปรุงตนเอง การพัฒนาตนเอง รวมถึงการวางแผนในการปกป้องและรับมือกับความเสี่ยง
ที่ต้องเกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตเราไว้ล่วงหน้า เป็นการซ้อมพาจิตใจเดินทางไปกับชีวิตใน
อนาคตล่วงหน้าว่า ถ้าเราเจอกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ จิตใจของเราพร้อมที่จะรับมือกับมัน
”เวลาในชีวิตจะมีค่า ถ้าใช้ให้ถูกที่ถูกคน”
การนำไปประยุกต์ใช้
1. ต้องรู้จักการบริหารความเสี่ยงทั้งที่หลีกเลี่ยงได้และไม่ได้ เช่น ความเจ็บป่วย การตาย การ
สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
2. เราควรมีชีวิตที่พอเพียง เช่น การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด อยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง
3. มีการวางแผนชีวิตในประจำวัน
4. อย่าดิ้นรนหาความสุขบนกองทุกข์ที่เพิ่มขึ้น
5. นำมาใช้ในชีวิตการทำงานว่าอย่ายึดติดยึดมั่นมากเกินไป

จุดเทียนยังไง? ให้ชีวิต




















































เรื่องราวและภาพประกอบจาก http://www.athingbook.com/detail-fair.php?dd=29