คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วยเรื่อง บัว 4 เหล่า

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว แต่เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป
บัว ๔ เหล่า ได้แก่

๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)
๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)
๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)
๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

กระบวนการสอนแนะ(Coaching)

Coaching หมายถึง การสอนแนะ  ซึ่งการสอนแนะเป็นเทคนิคหนึ่งในการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้จะเรียกผู้สอนงานว่า “Coach” โดยปกติผู้เป็น Coach สามารถเป็นได้ทั้งผู้บริหารระดับสูง (Top Management level ) เช่น ผู้อำนวยการ  ระดับกลาง ( Middle Management level ) เช่น ผู้จัดการฝ่าย    และระดับต้น  ( Low Management level ) เช่น หัวหน้างาน ส่วนผู้ถูกสอนแนะโดยปกติจะเป็นลูกน้องที่อยู่ภายในทีม หรือกลุ่มงานเดียวกันเรียกว่า  Coachee
การสอนแนะคือ วิธีการในการพัฒนาสมรรถภาพการทำงานของบุคคลโดยเน้นไปที่การทำงานให้ได้ตามเป้าหมายของงานนั้น หรือ การช่วยให้สามารถนำความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่และ/หรือ ได้รับการอบรมมาไปสู่การปฏิบัติได้
            จากความหมายของการสอนแนะที่ได้ประมวลมา อาจสรุปได้ดังนี้
1. มีลักษณะเป็นกระบวนการ  คือ ประกอบด้วยวิธีการหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่วางแผนไว้อย่างดี ดำเนินการตามขั้นตอน จนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย
2. มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง 3 ประการ คือ
2.1 การแก้ปัญหาในการทำงาน
2.2 พัฒนาความรู้ ทักษะหรือความสามารถในการทำงาน
2.3 การประยุกต์ใช้ทักษะหรือความรู้ในการทำงาน    
3. มีลักษณะปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนแนะกับผู้รับการสอนแนะ คือ เป็นกลุ่มเล็กหรือรายบุคคล (one-one-one relationship and personal support) และใช้เวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
4. มีหลักการพื้นฐานในการทำงาน ได้แก่
4.1  การเรียนรู้ร่วมกัน (co-construction) คือ ไม่มีใครรู้มากกว่าใคร จึงต้องเรียนไปพร้อมกัน
4.2 การให้ค้นพบวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง 
4.3 การเสริมพลังอำนาจ (empowerment) เป็นการช่วยค้นหาพลังในตัวบุคคล เมื่อค้นเจอก็คืนพลังนั้นให้เขาไป
5. เป็นกระบวนการที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพ  กล่าวคือ ในการพัฒนาวิชาชีพต้องมีความสัมพันธ์กับวิธีการพัฒนาอื่น ๆ ลำพังการสอนแนะอย่างเดียวไม่อาจทำให้การดำเนินงานสำเร็จได้
            การสอนงานจัดได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่ง ที่หัวหน้างานใช้เพื่อเสริมสร้าง และพัฒนาลูกน้อง  ให้มีความรู้ ( Knowledge ) ทักษะ (Skills) และคุณลักษณะเฉพาะตัว( Personal Attributes ) ในการทำงานนั้น ๆ ให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้น  ซึ่งเป็นเป้าหมายหรือผลงานที่หัวหน้างานต้องการหรือคาดหวังให้เกิดขึ้น (Result-Oriented) โดยจะต้องตกลงและยอมรับร่วมกัน                            ( Collaborative ) ระหว่างหัวหน้างานและลูกน้อง ทั้งนี้ การสอนงานนอกจากจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลการปฏิบัติงานของลูกน้อง ( Individual Performance ) ในปัจจุบันแล้ว การสอนงานยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพ ( Potential ) ของลูกน้อง เพื่อให้ลูกน้องมีพัฒนาการของความรู้ ทักษะและความสามารถเฉพาะตัว และมีศักยภาพในการทำงานที่สูงขึ้นต่อไป   เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอันนำมาซึ่งตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไปในอนาคต ตัวอย่างวิดีโอการสอนแนะ(coaching)

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หลวงพ่อชา - “คนเลี้ยงไก่”

มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน

คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ แล้วก็เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!!
แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ในโรงเรือน เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ !!! คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่น
เหม็น!!!

คนเลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บ "ไข่ไก่" ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน
เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือเขาก็ เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก.....

ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่" หรือ เก็บ"ขี้ไก่"

เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!!

หรือเราเป็นคนที่เก็บ "ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!!

คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจ ฯลฯ มักจะติดอยู่ในใจ ของเรานานเท่านาน

ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ "ไข่ไก่" กับชีวิต
ทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที ..

การดำรงชีวิตที่ถูกต้องตามธรรมชาติพื้นฐาน

     ความหมายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตตามแบบวิทยาศาสตร์หมายถึง ความที่ยังสดอยู่ได้ของใจกลางของเซลล์หนึ่ง ๆ   ส่วนชีวิตในแบบชาวบ้านหมายถึง ยังไม่ตาย ชีวิตในรูปคำบาลี ว่าอาชีโว อาชีวะ แปลว่าดำรงชีวิต เมื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้องก็เรียกว่ามีชีวิตอันถูกต้อง การกระทำที่ให้ชีวิตรอดอยู่ได้ไม่ให้ตาย ท่านพุทธทาสได้ให้ความหมายว่า เป็นสิ่งที่มีปัญหาหรือมีความทุกข์  ตัวความทุกข์ในชีวิตนั่นแหละคือตัวชีวิต ซึ่งจะต้องจัดการให้มีการดำรงอยู่ในลักษณะที่พอทนได้ หรือไม่เป็นทุกข์ ในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย  แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ตลอดจนขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเช่นนี้ การได้นำหลักคำสอนทางพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้สำหรับดำเนินชีวิตน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง
      ชีวิตควรมีอยู่โดยไม่ยึดเอาความทุกข์มาเป็นของตน  ให้มีชีวิตอยู่เป็นไปธรรมดาสามัญจะทำให้ไม่เป็นทุกข์เลยโดยเฉพาะพุทธศาสนาหรือพระธรรมมุ่งหมายที่จะทำความรู้สึกที่เป็นทุกข์ให้หมดไป ทุกชีวิตต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น  ซึ่งการไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นหลักพื้นฐานทั่วไป  ดังนั้นแม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ควรจะมีความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นไว้เป็นพื้นฐาน  ให้ตั้งตนอยู่ในสภาพที่ถูกต้องหรือพอดี  ผู้ใหญ่ก็ยิ่งจะต้องมีความรู้เรื่อง  ในความไม่ยึดมั่นถือมั่น  การดำรงชีวิตชนิดมีหลักพื้นฐานถูกต้องเราจะต้องรู้จักจัด รู้จักทำให้ชีวิตนี้มีการพักผ่อน ซึ่งหมายถึงความสงบ  และจะต้องเป็นอยู่โดยยึดอริยมรรค 8  หากเราปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักที่บัญญัติไว้ จะทำให้เป็นหนทางการดำรงชีวิตถูกต้อง 
      อริยมรรค 8  คือความถูกต้อง 8 ประการก็คือสิ่งที่เรียกว่า ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ซึ่งในทางปฏิบัติ  ปัญญามาก่อนศีลและสมาธิ เพราะปัญญารู้อะไรเป็นอย่างไร กระทั่งปัญญาสูงสุดที่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้  และปัญญาก็จูง ศีล  สมาธิให้ได้ทำหน้าที่ยิ่ง ๆ ขื้นไปจนกระทั่งหลุดพ้น  แต่กว่าจะหลุดพ้นในเรื่องชีวิตมีการต่อสู้เหมือนกับการทำสงคราม คือทำสงครามระหว่างความทุกข์กับจิตที่มีปัญญา  นอกจากธรรมที่กล่าวก็ยังมีธรรมอื่น ๆ ซึ่งเป็นหลักดำรงชีวิตถูกต้องโดยพื้นฐานซึ่ง เราชินหู ชินตามานานแล้วได้แก่กายกรรม 3 อย่าง  วจีกรรม 4  อย่าง  มโนกรรม 3 อย่าง ที่เรียกว่ากุศลกรรมบถ 10 ก็คือความถูกต้องทางกาย  ทางวาจา  และทางใจ หากเราลองเจริญกุศลกรรมบถ 10 ให้ถูกต้องมันก็จะไปจนถึงสมาธิได้ด้วย
      ดังนั้นจึงขอฝากข้อคิดกับผู้ที่สนใจว่า จงมีชีวิตชนิดที่เป็นการปฏิบัติถูกต้องตามหลักพื้นฐานของธรรมชาติ  อยู่โดยอริยมรรค 8,  อยู่โดย ศีล สมาธิ ปัญญา  และอยู่ในกุศลกรรมบถ 10 รวมทั้งปฏิบัติโดยหลักที่ถูกต้องคือปฏิบัติโดยวิธีไม่ต้องเกิดความรัก โกรธ เกลียด กลัว  วิตกกังวล อย่าให้ผิดกฎจะเป็นผู้ที่ได้ดีที่สุด และอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์   จึงขอให้ทุกคนได้ระวังกาย วาจา ใจให้ดี อย่าให้กิเลสเกิดขึ้นครอบงำได้ ก็จะมีความเย็น และมีการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ตามธรรมชาติพื้นฐาน
ที่มา ท่านพุทธทาสภิกขุ  จาก  หนังสือการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง

เรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่ดี

      การมองโลกในแง่ดีทำให้เรารู้จักมองหาแง่ดีหรือข้อโดดเด่นของคนที่เรากำลังโกรธ  หรือเป็นต้นตอ      ให้เราโกรธ ดังนั้นการดับความโกรธ ความโมโห โดยการให้ลองหลับตาแล้วนึกถึงคนที่เป็นต้นตอ    แห่งความโกรธคนนั้นให้ดี แล้วถามตัวเองดูสิว่าเขามีดีอย่างไร เขาคอยช่วยเหลือเกื้อกูลเรามาเท่าไหร่  หมั่นนึกถึงความดีงามของเขาเอาไว้ แล้วความโกรธจะค่อย ๆ เบาบางลงไปทีละน้อย ๆ เหมือนน้ำแข็งที่เกาะกันเป็นกลุ่มก้อน แต่ถ้าเราหยิบน้ำแข็งก้อนนั้นออกมาจากตู้เย็นแล้วนำมาวางไว้ข้างนอก น้ำแข็งก้อนนั้นก็จะค่อย ๆ ละลายสลายตัวเองลงทีละน้อยจนในที่สุดก็ไม่เหลืออะไรเลย เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะยักย้ายถ่ายเทน้ำแข็งแห่งความโกรธออกมาบ้าง ในยามที่โกรธอย่าปล่อยให้น้ำแข็งแห่งความโกรธของเราเกาะตัวอยู่นาน  เป็นอันขาด มิฉะนั้นแล้วมันอาจก่อให้เกิดอันตรายได้อย่างมากมาย     
       ดังนั้นเมื่อเรารู้จักตัวโกรธหรืออุปนิสัยความโกรธในตัวคุณเอง เราต้องรู้จักดับความโกรธรู้เท่าทันความโกรธของตนเองและรู้เท่าทันคนที่ทำให้ตนโกรธ  เราต้องคิดเพียงว่า “เป็นความว่าง” และเห็นความโกรธเป็นแต่เพียง “อารมณ์แปลกปลอม” อันเป็นมายาชั่วขณะหนึ่งเหมือนพยับแดดเท่านั้นก็จะสามารถปล่อยวางทั้งความโกรธและคนที่ตนโกรธได้อย่างง่ายดาย ยินดีสละทิ้งความโกรธออกไปจากใจตนเหมือนคน  บ้วนน้ำลายทิ้ง เมื่อความโกรธไม่มีฐานที่มั่นอีกต่อไป จิตใจก็เป็นอิสระ เบาบาง สดชื่น แจ่มใส และบรรลุถึง  สติภาวะคือความสงบร่มเย็นเป็นสุข อยู่เป็นนิตยกาลเท่านั้นเอง
โกธํ
  ฆตฺวา  สุขํ  เสติ  ฆ่าความโกรธได้แล้วนอนหลับสบาย
ที่มา ท่าน ว.วชิรเมธี  จาก
  ธรรมะหลับสบาย