คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

สุขระดับไหน...ที่เราต้องการ


พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้กล่าวถึงเส้นโค้งแห่งความสุขว่า ความสุขของมนุษย์จากการบริโภคทรัพย์นั้นเหมือนเส้นโค้ง ตัวความสุขนั้นไม่ได้พุ่งสูงขึ้นตามกำลังทรัพย์ในการซื้อหาอย่างที่หลายๆ คนคิด ในทางตรงกันข้ามยิ่งซื้อมากความสุขยิ่งลดลง ความอยากมีอยากได้ของคนในการหาทรัพย์สินเงินทองมาตอบสนองความสุขของตนนั้น หากไม่รู้จักพอดีความสุขนั้นจะค่อยๆ โค้งตกลงกลายเป็นความทุกข์ที่เข้ามาแทน

เราสามารถแบ่งความสุขจากการบริโภคทรัพย์เป็น 4 ประเภทคือ

  1. ความสุขแบบอัตคัดขัดสน ประเภทนี้ขอให้พ้นจากความหิวและมีความปลอดภัยในชีวิตก็พอใจแล้ว เงิน 10 บาทขึ้นไปก็สามารถซื้อหาความสุขได้
  2. ความสุขเพราะความสะดวกสบาย เมื่อขยับฐานะตัวเองมาเป็นพอกินพอใช้ นอกจากปัจจัย 4 ที่มีแล้ว ความอยากทำให้ต้องหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆมาทำให้มีความสุขตนเองเพิ่มขึ้น เช่น ชื่อทีวี เครื่องเสียง เครื่องเล่น DVD เครื่องซักผ้า ประเภทนี้เงิน 1,000 บาทขึ้นไปจึงจะซื้อหาความสุขได้
  3. ความสุขเนื่องจากอยู่ดีกินดี เมื่อมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน ชีวิตสะดวกสบายขึ้น การหาความสุขอาจใช้เงินเป็นแสน เพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์
  4. ความสุขจากการเหลือกินเหลือใช้ ประเภทนี้เมื่อร่ำรวยเงินทองก็จะใช้ชีวิตอย่างหรูหนาฟุ่มเฟือย ความสุขจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากแต่ต้องใช้เงินหลักล้านในการแลกมา โดยส่วนใหญ่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วไม่ว่าจะใช้เงินมากมายสักเท่าใดก็ไม่ได้มีความสุขมากไปกว่าตอนกินอยู่ตามอัตภาพหรือแบบพอกินพอใช้ได้ ถึงขั้นนี้ความสุขแบบเศรษฐีเงินล้านดูจะมีน้อยกว่าเงิน 10บาทสำหรับผู้หิวโหยในประเภทที่หนึ่ง

5.     เปรียบเหมือนเส้นกราฟที่พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการหาความสุขสบายจากการทำมาหากินสะสมทรัพย์สินเงินทองจนร่ำรวย แต่สักพักเส้นกราฟความสุขจะเริ่มโค้งต่ำลงเพราะความสุขจากทรัพย์นั้นมีขีดจำกัด ความสุขจากทรัพย์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป้าหมายความสุขคือการกินอิ่มมีที่ซุกหัวนอนหรือมีความสะดวกสบายตามอัตภาพเท่านั้น แต่ถ้าต้องการใช้ทรัพย์เพื่อความอยู่ดีกินดี หรือเพื่อชีวิตร่ำรวยแบบฟุ่มเฟือยแล้ว ความสุขจะลดต่ำลงหรืออธิบายง่ายๆ คือ เมื่อมีความสุขอยู่ในขั้นสะดวกสบายแล้ว ถ้ายังแสวงหาทรัพย์หรือใช้ทรัพย์เพิ่มเพื่อให้มีความสุขยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาก็คือความสุขกลับลดลง

6.     เหตุที่ความสุขลดลงก็เพราะ ภาระในการดูแลทรัพย์มีมากขึ้นหากเป็นเศรษฐีร้อยล้านเพราะทำธุรกิจการสื่อสาร ก็ต้องดูแลคนงานนับพัน ต้องดูแลคอยเปิดทางให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุน มีภาระต้องหมุนเงินมิให้ขาด มีหนี้ที่ผูกพันกับธนาคาร มีบ้านราคาหลายล้านที่ต้องดูแลรักษา ยิ่งถ้าเป็นเศรษฐีเพราะเป็นนักการเมืองทุจริตด้วยแล้ว ความวิตกกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่านัก เมื่อความต้องการในเรื่องอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ เข้ามาครอบงำ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ยั่งยืนจะนำพาไปสู่ทุกข์... ทุกข์ที่อยู่บนกองเงินกองทอง ทุกข์จากความหวาดระแวง กลัวการที่จะต้องสูญเสียชื่อเสียง อำนาจบารมีของตน จะสังเกตได้ว่ายาแก้โรคกระเพาะ ยาแก้เครียดและยารักษาความดันจึงขายดีในหมู่คนรวย

7.     ดังนั้นเมื่อเสพวัตถุจนสบายถึงจุดหนึ่งแล้วก็ควรหยุดเสพไม่ให้เกินจุดนั้นไป หากเราสามารถหยุดเมื่อถึงจุดนั้นได้ เรียกว่า "รู้จักพอดี"จุดพอดี คือจุดที่เรามีความสุขสูงสุด ถ้าเราไม่รู้จักจุดนั้น เมื่อเสพจนเลยจุดนั้นไป ความสุขก็จะลดลงตามลำดับ หากเรารู้เท่าทันไม่ไหลตามกระแสบริโภคนิยมที่มีฤทธิ์กระตุ้นภาวะโลภ โกรธ หลง ภายในจิตใจเรา ให้เกิดความอยากมี อยากได้ โดยใช้วิธีคิด วิธีปฏิบัติตามแนวทางของพุทธศาสนา เช่น การถือศีล ทำสมาธิภาวนา การให้ทาน จะเป็นความสุขที่สงบ มีสติตื่นรู้ เบิกบานใจ ปราศจากข้อผูกมัด ความคาดหวังใดๆ จะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นขณะนั้นและยังคงสุขต่อไปหลังจากผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว
ที่มา

ความสุขจากการให้อภัย


ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้ เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งแท้จริง ” มหาตมะคานธี

มาลองช่วยกันพิจารณาข้อความนี้นะครับ

หากคุณให้ความรัก ความไว้วางใจ ช่วยเหลือใครสักคน แต่ภายหลังเขากลับไปคบคิดกับคนอื่นให้ร้ายคุณ พูดถึงคุณในทางที่เสียหาย จนคุณต้องได้รับความอับอาย คุณจะให้อภัยเขาคนนั้นได้ไหม

๑. ให้อภัยได้ ถ้าคนนั้นได้รับโทษอย่าสาสมเสียก่อน

๒. ให้อภัยได้ เพราะเป็นสิ่งดีที่จะให้อภัย ดังเช่นที่พ่อแม่ หรือศาสนาสั่งสอนมา

๓. ให้อภัยได้ เพราะจะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

๔. ให้อภัยได้ เพราะเป็นการแสดงออกของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข

ท่านผู้อ่านจะเลือกข้อใดที่ตรงใจท่านมากที่สุด

ผมได้ลองถามนักศึกษาแพทย์ปี ๕ ที่เรียนวิชาจิตเวชศาสตร์อยู่รวม ๓๓ คน คำตอบที่ได้จากลูกศิษย์แพทย์กลุ่มนี้น่าสนใจทีเดียวครับมีตอบข้อหนึ่งอยู่ ๑๓ คน ตอบข้อสองอยู่ ๑๒ คน ตอบข้อสามอยู่ ๕ คน และตอบข้อสี่อีก ๓ คน ที่กล่าวมานี้คงไม่ถึงกับเป็นโพลสำรวจนะครับ เพียงอยากจะให้เห็นว่าคนเราแต่ละคนมีมุมมองในเรื่องการให้อภัยที่แตกต่างกันมาก

มนุษย์มีแนวโน้มในจิตใจแต่กำเนิดที่จะโต้ตอบทางลบมากขึ้นต่อคนที่แสดงออกทางลบต่อเรา ธรรมชาตินี้เองเป็นที่มาของการแก้แค้นกันและตอบโต้กันจนไม่รู้จบสิ้น สิ่งนี้เกิดจากอะไร นอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นมีพฤติกรรมการแก้แค้นเช่นมนุษย์หรือไม่ จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ของการแก้แค้น เกิดขึ้นได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงบางชนิดด้วย เช่น ลิงชิมแปนซี และพบต่ออีกว่า เมื่อการแก้แค้นเกิดขึ้น การกระทำนั้นมักจะมีความรุนแรงมากกว่าที่ถูกกระทำในตอนแรก จึงมีแนวโน้มให้เกิดวงจรการล้างแค้น ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราพบเห็นตัวอย่างการโต้ตอบที่รุนแรงมากมายในสงครามและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยตัดและลดทอนการแก้แค้น ซึ่งมีแต่จะเพิ่มความสูญเสียทั้งสองฝ่าย

พัฒนาการ ของการให้อภัยผู้อื่น เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางจิตใจด้วย พบว่า คนเราสามารถให้อภัยได้มากขึ้นตามอายุ คือคนในวัยสูงอายุจะให้อภัยผู้อื่นได้ง่ายกว่าคนในวัยผู้ใหญ่และมากกว่าคนในวัยรุ่น ซึ่งน่าจะสะท้อนถึงโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปในคนที่ผ่านชีวิตมานานกว่า มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น นอกจากนี้พัฒนาการของการให้อภัยยังมีลักษณะที่เป็นลำดับขั้นเหมือนที่มนุษย์เรามีพัฒนาการทางร่างกาย จากคลานเป็นนั่ง จนถึงการยืนและเดินตามลำดับ คือในขั้นต้น การให้อภัยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ที่กระทำผิดได้รับการล้างแค้นหรือการลงโทษอย่างสาสมเสียก่อน ขั้นกลาง คือ การให้อภัย เป็นสิ่งควรทำเนื่อง จากเป็นสิ่งที่สังคมและคำสั่งสอนของพ่อแม่หรือศาสนาสอนไว้ ในขั้นสูงคือ การให้อภัยควรทำเพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมและในขั้นสูงสุดคือเป็นการแสดงออกของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ( Unconditional love )

ความจริงแล้วการให้อภัยกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ให้อภัยเอง เพราะการให้อภัยคือการปลดปล่อยตนเองจากซากอดีตที่เจ็บปวดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดังที่ คอร์รี่ เทน บูม ( Corrie ten Boom ) ผู้ช่วยเหลือชาวยิวจากค่ายกักกันของนาซีได้กล่าวว่า การให้อภัยคือการปลดปล่อยนักโทษ และนักโทษผู้นั้นก็คือคุณนั่นเอง ” และจากประสบการณ์ตรงของเธอเองที่ได้บันทึกไว้ว่า ในท่ามกลางเหยื่อที่ถูกนาซีทำทารุณกรรมนั้น ผู้ที่สามารถสร้างชีวิตใหม่ได้ดีและสามารถดำรงชีวิตที่เป็นสุขได้คือ ผู้ที่สามารถให้อภัยต่อความเลวร้ายเหล่านั้น ”

ผลดีอีกประการคือผู้ที่มักให้อภัยผู้อื่นได้ง่ายจะมีความเป็นปฏิปักษ์น้อย ไม่หลงตัวเอง ไม่ชอบครุ่นคิดวนเวียน เป็นคนที่มีนิสัยพูดง่าย ไม่เรื่องมาก ทำให้กังวลและซึมเศร้าน้อยกว่า ป่วยเป็นโรคประสาทน้อยกว่า มีลักษณะที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากกว่า การให้อภัยจึงเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันโรคทางจิต เพิ่มสุขภาพจิตที่ดีสำหรับตัวผู้ให้อภัยนั้นเอง ผมจึงอยากชวนท่านผู้อ่านได้ทบทวนไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งและตั้งใจอย่างแน่วแน่ เพื่อที่จะช่วยกันปลดปล่อยความเคืองแค้นที่ยังฝังใจ เพื่อให้จิตใจได้รับอิสรภาพและเกิดความสุขสงบทางใจ

การที่จะให้อภัยแก่บุคคลผู้ที่เคยทำให้เราเจ็บปวด แม่ชีเทเรซ่าสอนว่า

เพื่อที่จะให้อภัยใครบางคนที่ทำให้เราปวดร้าว เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่กับผู้ที่เคยทำให้เราผิดหวัง เพื่อที่จะคงความเสียสละไว้แม้เคยถูกหลอกลวง เหล่านี้แม้หากจะเจ็บปวด แต่เป็นการให้อภัยและเป็นรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว”

Secret Box

• การให้อภัยเป็นเครื่องพัฒนาการของจิตใจ

• การให้อภัยที่สูงที่สุดเป็นการแสดงออกของความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข

• จงเริ่มด้วยการตั้งจิตที่แน่วแน่ในการให้อภัยใครบางคนที่เคยทำให้เราเจ็บปวด

• การให้อภัยจะนำให้เกิดอิสรภาพและความสุขในชีวิต
ที่มา : นิตยสาร Secret


การทำดีต้องไม่มีพอ ต้องทำให้ยิ่งขึ้นอยู่เสมอเพราะไม่มีใครอาจประมาณได้ว่าเมื่อใดจะตกไปในที่มืดมิดขนาดไหน ต้องการแสงสว่างจัดเพียงใดถ้าไม่ตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมายนัก มีแสงสว่างมากไว้ก่อน ก็ไม่ขาดทุนไม่เสียหาย แต่ถ้าตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมาย แสงสว่างน้อย ก็จะไม่เพียงพอจะเห็นอะไรๆ ได้ถนัดชัดเจน การมีแสงสว่างมากจะช่วยให้รอดพ้นจากการสะดุดหกล้มลงเหวลงคู หรือตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายจนถึงตายถึงเป็น

อานุภาพของความดีหรือบุญกุศลนั้นเป็นอัศจรรย์จริงเชื่อไว้ดีกว่าไม่เชื่อ และเมื่อเชื่อแล้วก็ให้พากันแสวงหาอานุภาพของความดีหรือของบุญกุศลให้เห็นความอัศจรรย์ด้วยตนเองเถิด

ที่จริงนั้นใจบริสุทธิ์ผ่องใส กิเลสเข้าจับทำให้สกปรกไปตามกิเลส ปล่อยให้กิเลสจับมากเพียงไรใจก็สกปรกมากขึ้นเพียงนั้น นำกิเลสออกเสียบ้างใจก็จะลดความสกปรกลงบ้าง นำกิเลสออกมากใจก็ลดความสกปรกลงมาก นำกิเลสออกหมดสิ้นเชิงใจก็บริสุทธิ์สิ้นเชิงเป็นสภาพใจที่แท้จริง มีความผ่องใส

เมื่อใจกับความสกปรกหรือกิเลสเป็นคนละอย่างไม่ใช่อย่างเดียว อันเดียวกันทุกคนจึงสามารถจะแยกใจของตนให้พ้นจากกิเลสได้ คือสามารถจะนำกิเลสออกจากใจได้

การจะทำให้ใจเป็นสุขผ่องใสนั้นไม่มีใครจะทำให้ใครได้ เจ้าตัวต้องทำของตัวเองวิธีทำก็คือเมื่อเกิดโลภโกรธหลงขึ้นเมื่อใดให้พยายามมีสติรู้ให้เร็วที่สุด และใช้ปัญญายับยั้งเสียให้ทันท่วงที อย่าปล่อยให้ช้า เพราะจะเหมือนไฟไหม้บ้านยิ่งดับช้าก็ยิ่งดับยากและเสียหายมากโดยไม่จำเป็น

ถ้าไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรคือดีอะไรคือชั่ว ก็ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเชื่อตามที่ทรงสอน ก็จะรู้ว่าอะไรคือดีอะไรคือชั่ว ที่จริงแล้วทุกคนรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว แต่ไม่พยายามรับรู้ความจริงนั้นว่าเป็นความจริงสำหรับตนเองด้วยมักจะให้เป็นความจริงสำหรับผู้อื่นเท่านั้น ดังที่ปรากฏอยู่เสมอผู้ที่ว่าคนนั้นไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ และตัวเองก็เป็นเช่นนั้นด้วย โดยตัวเองก็หาได้ตำหนิตัวเองเช่นที่ตำหนิผู้อื่นไม่ ถ้าจะให้ดีจริงๆ ถูกต้องสมควรจริงๆ แล้ว ก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้า ท่านทรงสอนให้เตือนตนแก้ไขตน ก่อนจะเตือนผู้อื่นแก้ไขผู้อื่น

ทำความดีอย่างสบายๆ อย่างมีอุเบกขา คือทำใจเป็นกลางวางเฉยไม่หวังผลอะไรทั้งสิ้น การตั้งความหวังในผลของการทำดีเป็นธรรมดาของสามัญชนทั่วไป ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ก็จะถูกต้องกว่าหากจะไม่ตั้งความหวังเลย เมื่อรู้ว่าเป็นความดีก็ทำเต็มความสามารถของสติปัญญา ไม่เดือดร้อนให้เกินความสามารถ ไม่มุ่งหวังให้ฟุ้งซ่าน ไม่ผิดหวังให้เศร้าเสียใจ การทำใจเช่นนี้ไม่ง่ายแต่ก็เป็นสิ่งทำได้ ถ้าทำไม่ได้พระพุทธเจ้าก็จะไม่ทรงสั่งสอนไว้

การทำดีหรือทำบุญกุศลที่จะส่งผลสูงสุดต้องเป็นการทำด้วยใจว่างจากกิเลส คือความโลภโกรธหลงความผูกพันในผลที่จะได้รับเป็นทั้งความโลภและความหลงจึงไม่อาจให้ผลสูงสุดได้ แม้จะให้ผลตามความจริงที่ว่าทำดีจักได้ดี แต่เมื่อเป็นความดีที่ระคนด้วยโลภและหลงก็ย่อมจะได้ผลไม่เท่าที่ควร มีความโลภความหลงมาบั่นทอนผลนั้นเสีย

ทำดีไม่ได้ดีไม่มีอยู่ในความจริง มีอยู่ก็แต่ในความเข้าใจผิดของคนทั้งหลายเท่านั้น ทำดีแล้วต้องได้ดีแน่นอนเสมอไป ที่มีเหตุการณ์ต่างๆ นานา ปรากฏขึ้นเหมือนทำดีไม่ได้ดีนั้นเป็นเพียงการปรากฏของความสลับซับซ้อนแห่งการให้ผลของกรรมเท่านั้น เพราะกรรมนั้นไม่ได้ให้ผลทันตาทันใจเสมอไป แต่ถ้าเป็นเรื่องภายในใจแล้วกรรมให้ผลทันทีที่ทำแน่นอน เพียงแต่ว่าบางทีผู้ทำไม่สังเกตด้วยความประณีตเพียงพอจึงไม่รู้ไม่เห็น ขอให้สังเกตใจตนให้ดีแล้วจะเห็นว่าทันทีที่ทำกรรมดีผลจะปรากฏขึ้นในใจเป็นผลดีทันทีทีเดียว

ทำกรรมดีแล้วใจจักไม่ร้อน เพราะไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะได้รับผลไม่ดีต่างๆ ความไม่ต้องหวาดวิตกหรือกังวลไปต่างๆ นั้นนั่นแหละเป็นความเย็นเป็นความสงบของใจเรียกว่าเป็นผลดีที่เกิดจากกรรมดีซึ่งจะเกิดขึ้นทันตาทันใจทุกครั้งไป เป็นการทำดีที่ได้ดีอย่างบริสุทธิ์แท้จริง ส่วนผลปรากฏภายนอกเป็นลาภยศสรรเสริญต่างๆ นั้น มีช้ามีเร็วมีทันตาทันใจ แลไม่ทันตาทันใจ จนเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดกันมากมาย ว่าทำดีไม่ได้ดีบ้างทำชั่วได้ดีบ้าง

ทำดีได้ดีแน่นอนอยู่แล้ว บรรดาผู้ทำความดีทั้งหลายซาบซึ้งในสัจจะคือความจริงนี้ ดังนั้นก็ไม่น่าจะลำบากนักที่จะเชื่อด้วยว่าควรทำดีโดยทำใจเป็นกลางวางเฉยไม่มุ่งหวังอะไรๆ ทั้งนั้น การที่ยกมือไหว้พระด้วยใจที่เคารพศรัทธาในพระรัตนตรัยสูงสุดเพียงเท่านี้ได้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่าจะยกมือไหว้พร้อมอธิษฐานปรารถนาสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปด้วยมากมายหลายสิ่งหลายอย่าง หรือ การจะบริจาคเงินสร้างวัดวาอารามด้วยใจที่มุ่งให้เป็นการบูชาคุณพระรัตนตรัยเพียงเท่านี้ก็ได้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่าปรารถนาวิมานชั้นฟ้าหรือบ้านช่องโอ่อ่าทันตาเห็นในชาตินี้ หรือการจะสละเวลากำลังกายกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลืองานพระศาสนาโดยมุ่งเพื่อผลสำเร็จของงานนั้นจริงๆ เพียงเท่านี้ก็ได้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่าปรารถนาจะได้หน้าได้ตาว่าเป็นคนสำคัญเป็นกำลังใจให้เกิดความสำเร็จหรือการคิดพูดทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ด้วยใจที่มุ่งเทิดทูนรักษาอย่างเดียวเช่นนี้ให้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่าหวังได้ลาภยศหน้าตาตอบแทน

ทุกวัน เรามีโอกาสทำดีด้วยกันทุกคน ดังนั้นจึงขอให้พยายามตั้งสติให้ดี ใช้ปัญญาใคร่ครวญ อย่าโลภ อย่าหลง อย่าทำความดีอย่างมีโลภมีหลงให้ทำความดีอย่างบริสุทธิ์ สะอาดจริงเถิด

มีวิธีตรวจใจตนเองว่าทำความดีด้วยใจปราศจากเครื่องเศร้าหมองคือ กิเลส โลภโกรธหลงหรือไม่ ก็คือให้ดูว่าเมื่อทำความดีนั้นร้อนใจที่จะแย่งใครเขาหรือเปล่ากีดกันใครเขาหรือไม่ ฟุ้งซ่านวุ่นวายกะเก็งผลเลิศในการทำหรือเปล่า ต้องการจะทำทั้งๆ ที่ไม่สามารถจะได้แล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจหรือโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทอุปสรรคหรือเปล่าถ้าเป็นคำตอบปฏิเสธทั้งหมดก็นับว่าดี เป็นการทำดีอย่างมีกิเลสห่างไกลจิตใจพอสมควรแล้วและถ้าพิจารณาใจตนเองเห็นความสว่างไสว สบายใจเย็นใจในการทำความดีใดๆ ก็นับว่ามีกิเลสห่างไกลใจในขณะนั้นอย่างน่ายินดียิ่ง จะเป็นเหตุให้ผลอันจะเกิดจากกรรมดีนั้นบริสุทธิ์สะอาดและสูงส่งจริง

พอเป็นสิ่งหายากในหมู่คน โลภ

นิ่งเป็นสิ่งหายากในหมู่คน โกรธ

หยุดเป็นสิ่งหายากในหมู่คน หลง
ที่มา : http://www.kanlayanatam.com/sara/sara111.htm
 

ให้โอกาสผู้กระทำผิดแก้ตัว คือการละลดสิ่งขุ่นมัวออกจากใจ


       หลายครั้งที่เราจะมีเรื่องบาดหมาง ไม่เข้าใจกับใคร หรือกลุ่มบุคคลหรือแม้แต่องค์กร เพื่อนร่วมงาน แม้กระทั่งคนในครอบครัว เป็นธรรมดาที่จิตของมนุษย์ทุกคนย่อมมีความโลภ โกรธและหลงท่ามกลางความไม่เข้าใจกัน โกรธเคืองหรือพยาบาทภายใน ย่อมเป็นเชื้อไฟให้เราเกิดแต่ความทุกข์ขึ้นภายในใจไม่จบสิ้นหากเราไม่พยายามทำความเข้าใจปลดปล่อยความทุกข์ที่มีออกมา

       การให้โอกาสตัวเองและผู้อื่นได้แก้ตัวในสิ่งที่เราหรือเขาหรือว่าหน่วยงานองค์กร บริษัทมีโอกาสแก้ตัว แก้การกระทำ ให้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ในการตั้งใจกระทำ ย่อมเป็นการปลดปล่อยความทุกข์ความขุ่นมัวภายในของเราออกไปในระดับหนึ่ง ไม่ใช่การเก็บกด อัดอั้น ความเคียดแค้นในการกระทำผิดของบุคคลอื่นมาทำให้ภายในของเราจะต้องร้อนรุ่ม กังวลภายใน ไม่เคยจบสิ้นหากเราไม่พยายามทำภายในของเราให้สะอาดขึ้นด้วยการให้โอกาส เกิดบ่อจิตแห่งการอภัย แม้จะเคยกระทำชั่วมามากมายแค่ไหนหากเกิดบ่อจิตแห่งการสำนึกผิดบ้างย่อมเป็นทางในการนำตัวพ้นจากกรรมที่จะกระทำชั่วต่อเนื่องได้ ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นภายในแม้จะยังไม่กระทำเมื่อคิดที่จะแก้ตัวแก้ไขในสิ่งผิดพลาดต่างๆข้าพเจ้าก็ชื่นชมในความคิด เมื่อการกระทำเกิดขึ้นแล้วด้วยข้าพเจ้าคิดว่าบุคคลนั้นย่อมน่าสรรเสริญ แม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองมีสิ่งที่เคยผิดพลาดมากมายในอดีต มีความหลังที่จะต้องสำนึกผิด ไม่ใช่เกิดเป็นคนแล้วจะทำดีไปเสียทั้งหมด ย่อมมีบ้างที่เคยกระทำให้คนอื่นเสียใจ เคยกระทำผิดบาปมาบ้าง แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่มากมาย แต่แค่เราสำนึกในความผิดอันน้อยนิดที่เคยกระทำก็ย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งจิตภายในที่เริ่มขัดเกลาให้ใสสะอาดได้ในกาลข้างหน้า

การให้โอกาสผู้กระทำผิดแก้ตัวข้าพเจ้าแยกออกเป็นสองประเด็นคือ

- ตัวเราที่กระทำผิด

การให้โอกาสตัวเราเองในการแก้ไขในหลายเรื่องที่เคยกระทำผิดพลาดมาย่อมเป็นพื้นฐานในเบื้องต้นนั่นคือการที่เราสำนึกแล้วในความผิดพลาด สำนึกในการกระทำอันกระทบต่อตัวเราผู้อื่นหรือสังคมที่ผ่านมา แม้เพียงน้อยนิดในความผิด ไม่ใหญ่โตมากมาย ก็ย่อมมีความสำคัญมากในด้านภายในที่จะเริ่มขัดเกลาตัวตน เพราะบางคนเกิดมามีบาปติดตัวมาน้อย บางคนมีบาปมามากมาย ยิ่งมาสร้างเพิ่มในชาตินี้อีกย่อมเพิ่มพูน ถ้าหากเกิดความสำนึกให้โอกาสตัวเราเองได้ย่อมเห็นทางสว่างในเบื้องต้น อย่างน้อยเราขัดเกลาภายในของเราได้ดีย่อมบอกกล่าวผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ

- บุคคลอื่น องค์กร หน่วยงานหรือที่อื่นใดที่กระทำผิด

หากเกี่ยวข้องกระทำต่อตัวเราแล้วทำให้ภายในเราขุ่นมัว เคลือบแคลงสงสัยหรือโกรธเคือง หากเราให้โอกาสให้พวกเขาได้แก้ตัว ได้เปลี่ยนแปลงย่อมแสดงถึงน้ำจิตน้ำใจที่งดงาม ท่ามกลางความผิดบาปที่มากมีแม้จะมีคนดีเหลือน้อยมากในสังคม แต่ถ้าคนชั่วแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ได้สำนึกผิดและมีโอกาสแก้ตัวแก้ไข ย่อมทำให้หนทางแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ดีขึ้นได้ แค่น้ำใจหนึ่งหยดที่เราให้โอกาสในการสร้างความดีเปลี่ยนแปลงตัวตนย่อมเป็นบุคคลที่นับได้ว่าภายในเริ่มสว่างท่ามกลางความขุ่นมัวภายในที่ค่อยๆลดลง ทิฐิภายใน ความทุกข์ที่เริ่มพอกพูนอย่างไม่รู้ตัวย่อมค่อยๆปลดลดลงจากภายในเมื่อเราเปิดใจเปิดทางให้คนอื่นอย่างกล้าหาญ ไม่ใช่แค่การกล่าวด่าสาปแช่งหรือแสดงกิริยาเหยียดหยามรังเกลียดดูหมิ่นแต่เป็นน้ำใจอันมากมีที่มีอยู่ให้โอกาสและเวลาในการแก้ไขตัวตนของบุคคลอื่นหรือแม้แต่ที่ๆเราไม่พอใจ หรือคิดว่าพวกเขากระทำผิดได้มีโอกาสแก้ตัว

ดังเช่น นักโทษในเรือนจำ พวกเขายังมีโอกาสได้อภัยโทษ มีโอกาสได้แก้ไขสำนึกในบาปกรรมที่กระทำย่อมเป็นน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ ที่กรุณา ลูกที่เรารักมากหากทำผิดพลาดเช่นเกเร ติดยาเสพติด ก่อความเดือดร้อนมากมายพ่อแม่ทุกข์ใจมากมี หากเราให้โอกาสเขาแก้ตัว สำนึกผิด ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้คนชั่วกลับตัวเป็นคนดีได้ แม้จะดีได้เพิ่มอีกนิดนึงก็ยังดีกว่าไม่มีโอกาสให้พวกเขาเลย เพราะการขัดเกลาภายในของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามระยะเวลา แต่แค่เพียงโอกาสอันน้อยนิดที่เราให้อาจจะยิ่งใหญ่และมีค่ามากมายสำหรับบุคคลที่เคยกระทำผิด หากเขาพร้อมที่จะสำนึกแล้วแม้จะใช้เวลาบ้างก็ตาม แต่ทุกหนทางย่อมมีโอกาสที่จะเพิ่มความดีเข้าสู่สังคมตามวาระอันสู่ความสุขสงบได้ในกาลต่อไป

ท่ามกลางความทุกข์ภายในใจรับรู้ ไม่อุดอู้ดูโอกาสวาดให้เห็น

ให้โอกาสคนผิดคิดให้เป็น เปลี่ยนเฉกเช่นจากชั่วทำตัวดี

แม้เพียงน้อยนิดคิดสำนึก ย่อมเริ่มฝึกภายในใสขึ้นที่

การสำนึกตรึกไตร่ตรองคล้องความดี เกิดสิ่งที่เรียกว่าค่าของคน

แม้โอกาสจะมีดีให้ฝึก ในเบื้องลึกจะต้องมองให้พ้น

ให้ก่อเกิดดีตลอดรอดในตน ฝึกเป็นคนดีสะอาดไม่ขลาดเอย

ที่มา : http://www.bt-50.com/topic.php?q_id=25070

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นผู้นำที่แตกต่างจากคนอื่นได้


ความลับของการเป็นผู้นำที่ดีนั้น ผมคิดว่าใครๆ ที่ทำหน้าที่ผู้นำย่อมจะอยากได้ เพราะส่วนใหญ่คนที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำในองค์กรต่างๆ นั้น ต่างก็อยากจะเป็นผู้นำที่ดี แต่อาจจะไม่ทราบว่าผู้นำที่ดีนั้นจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร หรือต้องมีอะไรที่แตกต่างจากผู้นำคนอื่นๆ บ้าง กูรูเจ้าประจำที่มีชื่อว่า Ken Blanchard ก็ได้ให้แนวทางไว้ว่า ปัจจัยที่จะทำให้ท่านเป็นผู้นำที่โดดเด่นและแตกต่างจากผู้อื่นได้มีอยู่ 6 ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้ครับ
  • Optimism แปลเป็นไทยว่า มองโลกในแง่ดี ผู้นำที่โดดเด่นกว่าคนอื่นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเสมอ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เอามากๆ ผู้นำที่ดีก็จะมองโลกในแง่ดีเสมอ เพราะเขารู้ว่าการที่เขามองโลกในแง่ดีนั้น จะส่งผลทำให้ผู้ตามมองโลกในแง่ดีไปด้วย และจะทำให้การบริหารงานง่ายขึ้น เพราะการมองโลกในแง่ดีนั้นจะทำให้ทุกคนเกิดความเชื่อที่ดี เกิดความเชื่อในทางบวกมากกว่าทางลบ และความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการที่เรามัวแต่เชื่อในทางลบ
  • Judgment แปลว่า มีดุลยพินิจและการตัดสินใจที่เฉียบขาดและเที่ยงตรง ผู้นำที่แตกต่างจากคนอื่นนั้นจะมีสิ่งหนึ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกกว่า Gut ซึ่งก็คือ มีความสามารถในการประมวลผล และหยั่งรู้ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และสามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างเที่ยงตรงและเฉียบขาด แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนตาม ผมคิดว่าสิ่งนี้สามารถสร้างขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน และความชำนาญในงานนั้นๆ รวมทั้งมีตรรกะในการคิดและคาดการณ์ที่ดี ก็จะผิดกับผู้นำบางคนที่เป็นผู้นำ และขาดความมั่นใจในการตัดสินใจ ไม่กล้าที่จะฟันธง และมักจะรอข้อมูลที่ชัดเจนแน่นอน ซึ่งบางครั้งก็ช้าไปแล้วสำหรับการที่จะต้องตัดสินใจทำอะไรที่รวดเร็ว
  • Ownership มีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของงานที่ทำ มีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่แม้ว่า งานนั้นตนเองจะไม่ใช่เป็นทำเองกับมือก็ตาม คนที่เป็นผู้นำที่แตกต่างจากคนอื่นได้นั้น จะต้องมีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ทำงานตามที่สั่งไว้เป๊ะๆ หรือแค่ทำให้เหมือนเดิมทุกปีไปเรื่อยๆ แบบนี้จะไม่มีโอกาสเป็นผู้นำที่แตกต่างจากคนอื่นได้เลยครับ เมื่อเรารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงานที่เราทำอยู่นั้น จะยิ่งทำให้เราอยากที่จะสร้างผลงานที่ดีกว่าปกติ ยิ่งถ้าเราเป็นผู้นำทีม และรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงานอีก ก็จะยิ่งทำให้เราเป็นผู้นำที่ดีกว่าคนอื่นได้อย่างชัดเจน
  • Initiative ก็คือความคิดสร้างสรรค์ สามารถที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ได้อยู่ตลอดเวลา ผู้นำที่แตกต่างและโดดเด่นจากผู้นำคนอื่นๆ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ในบางตำราอาจจะเรียกว่ามีวิสัยทัศน์ ก็พอได้อยู่ เนื่องจากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ผู้นำ” แสดงว่าจะต้องเป็นคนที่คิดและสร้างสิ่งใหม่ๆ ก่อนคนอื่น เพราะถ้าคิดได้หลังคนอื่นก็คือ “ผู้ตาม” มากกว่า ไม่ใช่ผู้นำ
  • Courage มีความกล้าได้กล้าเสีย หรือ กล้าเสี่ยงที่จะตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากคนที่เป็นผู้นำนั้นมักจะไม่ค่อยมีใครให้คำปรึกษา ตัวเองจะต้องสามารถที่จะถามและตอบตัวเองได้ตลอดเวลา ดังนั้นผู้นำที่ดีและโดดเด่นจากคนอื่นจะต้องสามารถที่จะสร้างกำลังใจ สร้างพลังให้กับตนเองได้ตลอดเวลา เพราะเขาเป็นคนที่อยู่สูงสุดแล้ว จะไปหากำลังใจจากที่อื่นก็คงจะยาก ดังนั้น เขาจะต้องสร้างพลังจากใจของตนเอง เพื่อที่จะได้ส่งต่อพลังที่ดีนี้ไปยังผู้ตาม เพื่อให้พลังนี้ส่งต่อไปเรื่อยๆ ทั้งองค์กร ผู้นำองค์กรบางแห่งขาดพลังตัวนี้ ก็จะทำให้พนักงานเกิดความระส่ำระส่าย และเกิดความกลัวอยู่ตลอดเวลา เพราะผู้นำกลัว ผู้ตามก็เลยกลัวไปด้วยเช่นกัน
  • Servant hood ผู้นำที่ยอดเยี่ยมจะมีจิตใจที่อยากช่วยเหลือคนอื่นให้ประสบความสำเร็จด้วย ไม่ใช่ทำงานคนเดียว หรือ เอาหน้าคนเดียวโดยที่ไม่สนใจ หรือใส่ใจผู้อื่นที่ตนเองทำงานด้วย คนที่เป็นผู้นำที่แท้จริง มักจะช่วยให้คนอื่นประสบความสำเร็จในการทำงาน และทำให้คนอื่นรู้สึกถึงความภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้น
ปัจจัย 6 ประการข้างต้น เป็นปัจจัยที่จะทำให้ท่านเป็นผู้นำที่แตกต่างจากคนอื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นหลักการหรือทฤษฎีอะไรเลย เป็นเรื่องจริงที่เขาศึกษามาจากคนที่เป็นผู้นำที่โดดเด่น ว่าแต่ละคนนั้นมีอะไรที่ทำให้เขาโดดเด่นอย่างแท้จริง ก็เลยเกิดปัจจัย 6 ประการนี้ขึ้นมาครับ
ท่านผู้อ่านจะเอาไปประยุกต์ปรับใช้กับตนเองก็ยิ่งดีนะครับ เพื่อที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้นำที่โดดเด่นกว่าคนอื่นได้
ขอบคุณบทความดี ๆ จาก http://prakal.wordpress.com