คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พูดอย่างไรให้คนรัก/ดร.แพง ชินพงศ์

การติดต่อสื่อสารสร้างให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างคนเราด้วยกัน ซึ่งคนเรามักจะติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลาผ่านทั้งทางการพูด-การฟัง การเขียน-การอ่าน การแสดงกิริยาท่าทาง แต่การติดต่อสื่อสารที่เป็นพื้นฐานที่สุดของคนเราก็คือการพูดและการฟังนั่นเอง การพูดนั้นดูจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แต่การพูดให้คนฟังเกิดความรู้สึกที่ดี ประทับใจ จนสามารถทำให้คนรักหรือรู้สึกมีทัศนคติที่ดีกับเราได้นั้น อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับใครหลายๆคน ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีว่าควรพูดอย่างไรที่จะทำให้มีแต่คนรัก ดังนี้

1.สร้างภาษากายให้ดูดี

บุคลิกลักษณะมีความสำคัญต่อการสนทนาเป็นอย่างมาก เพราะหากมีบุคลิกลักษณะที่ดีก็ทำให้คนอยากจะร่วมสนทนากับเรา ที่ว่า “ดูดี” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการวางมาด หรือวางท่าทางที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะคงไม่มีใครที่ชอบคนลักษณะเช่นนี้ แต่การสร้างภาษากายที่ดูดี คือ เวลาสนทนากันควรมีบุคลิกภาพที่ดีเหมาะสม ไม่นั่งกอดอกหรือเอามือล้วงกระเป๋า มองคู่สนทนาด้วยสายตาเป็นมิตร สบตาคู่สนทนาเป็นระยะๆ และไม่มองจ้องหน้าคู่สนทนามากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความอึดอัด อีกทั้งไม่ทำสีหน้าบึ้งตึง รำคาญ หรือเบื่อหน่าย รวมถึงควรแสดงออกถึงความสนใจกับคนที่เราพูดคุยด้วยการตั้งใจฟังในสิ่งที่คู่สนทนาพูด โดยการยิ้มรับ พยักหน้า หรือตอบแสดงการรับรู้ว่า “ครับ” หรือ “ค่ะ” โดยพฤติกรรมที่แสดงออกนั้นควรให้เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดูแลรักษาสภาพร่างกายของตัวเองด้วยการแต่งกายที่สะอาด สุภาพเรียบร้อย ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างภาษากายให้ดูดีได้

2.พูดจาสุภาพ

ทุกคนชอบคนที่พูดจาสุภาพอ่อนโยน การพูดจาสุภาพหมายถึงการพูดเพราะ พูดจามีหางเสียงลงท้าย ครับ ค่ะ จ๊ะ จ๋า รวมถึงการไม่พูดจาขัดคอคู่สนทนาและไม่พูดคำหยาบคาย อันนี้สำคัญมาก เพราะคนที่พูดจาหยาบคายนั้นมักเป็นที่รังเกียจของคนส่วนใหญ่ แต่เด็กๆ วัยรุ่นมักชอบพูดคุยกันด้วยคำหยาบเหมือนเป็นเรื่องปกติ บางทีเด็กวัยรุ่นผู้หญิงก็เรียกสรรพนามกันว่ากู - มึง พูดคำด่าคำ ฟังแล้วก็ตกใจ นอกจากนี้ ควรพูดด้วยน้ำเสียงที่พอเหมาะโดยไม่ควรพูดตะเบ็งเสียงดังจนเกินไป อีกทั้งไม่ควรพูดไปหัวเราะไป เพราะนั่นคือการแสดงออกถึงความไม่สุภาพต่อคู่สนทนา

3.พูดชัดถ้อยชัดคำ

เป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม แต่แท้ที่จริงแล้วการเป็นคนพูดชัดถ้อยชัดคำคือเสน่ห์ในการพูดอย่างหนึ่ง การพูดชัดถ้อยชัดคำหมายถึง การพูดจาฉะฉานชัดเจนน่าฟัง มีการพูดเน้นจังหวะและเว้นจังหวะที่พอเหมาะ คือ ไม่พูดเร็วและรัวเกินไปจนผู้ฟังตามไม่ทันหรือฟังไม่รู้เรื่อง อีกทั้งไม่พูดช้าเกินไปจนพาให้ง่วงนอน นอกจากนี้ ควรพูดออกเสียงคำควบกล้ำอักขระ ร.เรือ ล.ลิง.ให้ถูกต้องชัดเจนซึ่งควรฝึกตั้งแต่เด็กๆ เพราะเมื่อติดในการพูดไม่ชัดไปจนถึงโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องที่แก้ได้ยากมาก ผู้เขียนเห็นคนที่มีชื่อเสียงบางคนพูด ร.เรือ ล.ลิง หรือพูดคำที่มีตัวอักษร ส.เสือไม่ชัด ทำให้เสียบุคลิกในการพูดเป็นอย่างมาก

4.พูดให้ถูกกาลเทศะ

หมายถึง การที่เราต้องดูว่าเราพูดกับใคร พูดเรื่องอะไร หัวข้ออะไร พูดที่ไหน เป็นการพูดสนทนาแบบกันเองหรือแบบจริงจัง การพูดให้ถูกกาลเทศะต้องคำนึงถึงเนื้อหาสาระในการพูดเป็นหลัก โดยการพูดต้องพูดอย่างมีสาระ มีขอบเขตและเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการสื่อสารกับผู้ฟังว่าอย่างไร และเรื่องอะไร อย่าพูดจาเลอะเทอะเรื่อยเปื่อย เพราะจะทำให้ผู้ฟังเกิดความรำคาญและเบื่อหน่าย นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการพูดที่ถูกกาลเทศะ ก็คือ การพูดให้เหมาะสมกับผู้ฟัง เช่น เมื่อพูดกับคนที่อาวุโสกว่า เราต้องพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม และคำพูดที่ควรมีให้ติดปากอยู่เสมอคือ “สวัสดี…ขอบคุณ…ขอโทษ”

5.เรื่องที่ไม่ควรพูดเมื่อเจอกับคู่สนทนาเป็นครั้งแรก

- คุยแต่เรื่องของตัวเองมากจนเกินไป ควรให้ความสำคัญกับคู่สนทนาอย่างจริงใจคือเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดี

- หัวข้อที่สนทนานั้นควรเริ่มจากเรื่องรอบตัวทั่วๆไป เช่นเรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว เรื่องอาหาร เรื่องเพลง เรื่องภาพยนตร์ เพื่อประเมินความสนใจของคู่สนทนา

- อย่านินทาผู้อื่น อย่าพูดจาก้าวร้าว วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น อีกทั้งไม่ควรพูดจาลามกหรือนำปมด้อยของคู่สนทนาหรือผู้อื่นมาพูด เช่น ตัวอ้วน ตัวดำ หัวล้าน เพราะนอกจากจะไม่ตลกแล้ว ยังทำให้คู่สนทนารู้สึกรังเกียจเราตั้งแต่ครั้งแรกที่มีโอกาสพูดคุยกัน

- อย่าคุยเรื่องส่วนตัว ข้อพึงระวังในการสนทนาครั้งแรก คือการไม่ควรถามซอกแซกในเรื่องส่วนตัวที่ทำให้คู่สนทนาเกิดความรู้สึกเหมือนถูกคุกคามและเกิดความอึดอัดไม่สบายใจ

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ การพูดโกหก พูดตลบตะแลง พูดจาส่อเสียด หรือพูดจาสองแง่สามง่าม เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะนอกจากจะไม่มีใครอยากจะสนทนากับเราแล้ว ยังอาจเป็นที่รังเกียจของผู้อื่นจนไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วยก็เป็นได้ ดังนั้น หากจะพูดสิ่งใดออกไปควรที่จะคิดตรึกตรองเสียก่อนเพื่อที่ว่าสิ่งที่ออกไปจากปากเรานั้นมันไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ พูดดีจึงเป็นศรีแก่ตัวและสามารถทำให้คนอื่นประทับใจในตัวเราได้ เหมือนในคำกล่าวที่ว่า “ที่จะตอบให้เหมาะสมก็เป็นความชื่นบานแก่คน คำเดียวที่ถูกกาลเทศะก็ดีจริงๆ” (สุภาษิต15:23)

เทคนิคในการฝึกฝนตนเองให้เป็นคนตรงต่อเวลา


เรื่องของการตรงต่อเวลานั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญทั้งในชีวิตประจำวัน และการทำธุรกิจนอกจากจะบ่งบอกว่าคุณให้เกียรติและมีมารยาทกับผู้ที่คุณนัดเอาไว้ ยังแสดงถึงความรับผิดชอบของคุณอีกด้วย วันนี้เรามีเทคนิคในการฝึกฝนตนเองให้เป็นคนตรงต่อเวลามาฝาก

1. ปรับตัวเองให้ตื่นตามเวลา และควรตั้งนาฬิกาทุกเรือนให้เวลาตรงกัน และฝึกให้ตนเองมีวินัยโดยตื่นทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุก อย่านอนต่อเด็ดขาด

2. หากคุณแยกปฏิทินนัดหมายงานกับส่วนตัวออกจากกัน ให้รวมเข้าเป็นชุดเดียวกัน ทำให้เห็นตารางการนัดหมายทุกเรื่องอย่างชัดเจน จะไม่ทำให้เกิดการนัดซ้ำซ้อน และทำให้เห็นถึงนัดครั้งต่อไปว่าใกล้จะถึงวันนัดแล้ว จะได้มีการเตรียมตัวและไปให้ถึงเวลานัดเล็กน้อย

3. ควรใช้ปฏิทินในโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนให้เป็นประโยชน์ เพราะปฏิทินอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะเป็นเครื่องเตือนได้เป็นอย่างดี และจดบันทึกนัดหมายต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่พลาดนัดสำคัญ

4. หาวันว่างๆ สังเกตตัวเองว่าคุณใช้เวลาในการทำสิ่งต่างๆ นานแค่ไหน เสียเวลาไปกับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ? เพื่อจะได้วางแผนนับถอยหลังเผื่อเวลาสำหรับการเดินทางไว้ด้วย และควรถึงก่อนเวลานัดหมาย 15 นาที ที่สำคัญ ควรวางแผนเตรียมเอกสาร หรือของที่ต้องใช้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้แต่เสื้อผ้าที่จะใส่ในวันรุ่งขึ้นก็ตวรเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเข้านอน ตื่นเช้าขึ้นมาจะได้แต่งตัวออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว แนะนำว่าให้คิดถึงเวลาก่อนออกเดินทางให้มากกว่าเวลาถึงที่หมาย

เทคนิคง่ายๆ แบบนี้คุณก็สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนตรงต่อเวลาและไม่ผิดนัดสำคัญๆ อีกด้วย

คำดี ๆ จากหนังสือ “อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก” โดย วินทร์ เลียววาริณ

…ถ้าอยากจะอ่านบทความสั้น ๆ แนวเสริมสร้างกำลังใจที่แฝงไปด้วยแง่คิด มุมมองใหม่ ๆ เรื่องราวดี ๆ ที่หลากหลายแนว แนะนำเลยครับ หนังสือชุดเสริมกำลังใจ ของ วินทร์ เลียววาริณ ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
ชีวิตที่ใช้ได้คือได้ใช้
อย่าให้ตัวเลขอายุหยุดความเป็นเด็กในตัวคุณ
อย่าให้คนอื่นใช้ชีวิตให้คุณ
จุดหมายไม่สำคัญเท่าสองข้างทาง
หนึ่งปัญหาที่ไม่แก้ไขในวันนี้ มักกลายเป็นหลายปัญหาในวันพรุ่งนี้
เสียเวลาไปกับการวิตก เท่ากับว่าเวลาที่จะใช้ชีวิตลดลง
ใช้ชีวิตทีละนาที และใช้นาทีนี้ให้ดีที่สุด
คนฉลาดเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น แล้วสร้างทางของตัวเอง
อย่าเพิ่งคิดเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นก่อน
ปุ๋ยที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคือการใช้ชีวิต
เราทุกคนได้รับของขวัญจากธรรมชาติเหมือนกัน คือร่างกายและลมหายใจ
เราเลือกแบบร่างกายไม่ได้ แต่เราเลือกวิธีการใช้ชีวิตได้
ความพ่ายแพ้ส่วนใหญ่ในโลกนี้เกิดขึ้นก่อนในหัวใจ
ไม่มีอุปสรรคใดในโลกที่ขวางปัญญาบวกความอดทน
ความพยายามมีราคาของมัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มเสมอ
พื้นที่สมองมีจำกัดเกินกว่าที่จะเสียไปจดจำเรื่องไม่ดีของคนอื่น
ชีวิตก็เช่นชิงช้าสวรรค์ เป็นการหมุนเวียนของขึ้นกับลง
ขึ้นได้ก็ลงได้ แล้วก็ขึ้นได้อีก
ขอบคุณ: หนังสือเสริมกำลังใจ ชุด 4 “อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก” โดย วินทร์ เลียววาริณ

เพิ่มความสุข เพียงลดบางสิ่ง : Mihiro Matsuda

หนังสือ "เพิ่มความสุข เพียงลดบางสิ่ง"ที่เขียนโดย Mihiro Matsuda
เขียนไว้ในหน้า ๑๑๐ - ๑๑๑ เกี่ยวกับ "การหวังผลตอบแทน" ไว้ว่า...


พลังแห่งการเลิก


เลิก"หวังผลตอบแทน"

เพราะฉันให้ของขวัญไปแล้ว
ก็น่าจะได้อะไรตอบแทนกลับคืนมาแน่นอน
เพราะฉันส่งจดหมายไปแล้ว
ก็น่าจะเขียนจดหมายตอบกลับมา
เพราะฉันสนับสนุนไปแล้ว
ก็ต้องได้รับการสนับสนุนบ้างในครั้งหน้า
ความคิดเช่นนี้
ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในจิตใจคนเรา
แต่คุณรู้ไหมว่าคนที่ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
ช่างมีเสน่ห์กว่าคนที่ทำแล้วค่อยแต่หวังผลตอบแทนอยู่ร่ำไป
ลองเลิก"หวังผลตอบแทน" ดูสิ


พลังแห่งการเริ่ม


เริ่ม"ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน"

เพราะต้องได้รับบางสิ่งกลับมา ก็เลยทำให้
เพราะมีผลตอบแทน ก็เลยทำ
ทิ้งความคิดเหล่านี้ไป
แล้วลองทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทนดูสิ
เพียงเท่านี้คุณจะิอิ่มเอมใจ
และจะไม่รู้สึกเครียดกับท่าทีตอบรัรบของอีกฝ่าย
เพียงแค่ลองทำด้วยความรู้สึกที่อยากทำให้จากใจจริงดู


[ก้าวแห่งการเริ่ม]


"แม้ว่าทำดีไปแล้วจะไม่ได้รับคำขอบคุณกลับมาก็ตาม
ก็กระซิบคำว่า"ขอบคุณ" กับตัวเองก็ได้"

"ผู้ให้" ย่อมมีหัวใจที่ใหญ่กว่า"ผู้รับ" เสมอ

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น




ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า
"ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น
แต่เรามักต่ออายุให้มันด้วยความคิดวนเวียนซ้ำซาก"


แหม อ่านแล้วก็ขำ
ตอนที่เราเกิดปัญหานั้น
เราเป็นแบบที่ ท่าน ว.วชิรเมธี ว่าเอาไว้เลย
ก็คิดแต่เรื่องเก่าๆวนเวียนซ้ำซาก
แล้วมันจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร

เมื่อมีปัญหาก็ไม่ควรหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป
ลองหากิจรรมที่สนุกๆทำเพื่อให้ตัวเราเองผ่อนคลาย
อาจไปดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลง คาราโอเกะเสียงดังๆ
การออกกำลังกายเป็นการผ่อนคลายที่ถูกที่สุด
ทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงก็อยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น

ลองหัดเล่นโยคะ หัดถักเน็ตติ้ง หัดวาดรูป

เอาเวลามาถักหมวกไหมพรมดู
หนึ่งวันที่เราเฝ้าแต่คิดวนเวียนซ้ำซาก
เราอาจถักหมวกดีๆได้หนึ่งใบ

ในบางครั้งลองเปิดใจและปรึกษา
คนที่เราไป "ปรึกษา" ก็ควรเลือกด้วย
หากผู้ที่ให้คำแนะนำมีความคิดในทางด้านบวก
เราก็จะได้รับคำแนะนำที่ดี
ได้กำลังใจที่ดี

หนึ่งวันที่เราเฝ้าแต่พร่ำบ่นซ้ำซาก
ถ้าคนฟังเป็นคนเดิมๆ เขาก็อาจเบื่อได้
แรกๆเขาอาจคอยให้กำลังใจ
ถ้าเราพร่ำบ่นซ้ำซาก คิดว่าเขาจะเบื่อไหม
นั้นเท่ากับเราเพิ่มความทุกข์ให้กับคนอีกหนึ่งคนโดยไม่ได้ตั้งใจ

ปรึกษาเพื่อหาหนทางแก้ไข
หากมัวแต่เล่าเรื่องเก่าๆ เล่าปัญหาเก่าๆซ้ำซาก
ก็เท่ากับเราผูกตัวเองไว้กับความทุกข์
การเลี่ยงที่จะไม่เล่า
ไม่พูดถึงความทุกข์ก้อนนั้นจึงเป็นวิธีหลีกเลี่ยงปัญหาที่ดีที่สุด
จงจำไว้ว่ายิ่งพูดถึงมันก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์
เอาเวลาที่พูดเรื่องเก่าซ้ำซากมาสรรสร้างสิ่งใหม่ๆที่ดีกันดีกว่า

ระยะที่เกิดปัญหาใหม่ๆนั้นจะมีความทุกข์มาก
ควรอยู่ให้ห่างคนที่คิดลบเข้าไว้
ใครชวนไปกินเหล้านี่ต้องอยู่ให้ห่างๆ
เพราะมันไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
เหล้ามันจะทำให้ปัญหาอย่างอื่นตามมา

คำแนะนำต่างๆเราควรรู้จัก"เลือกรับ"และนำมาปรับปรุง
ประสบการณ์มันจะสอนเราเอง
หากบางครั้งเมื่อรู้จักสังเกตุ
ก็เอาประสบการณ์ของคนอื่นมาเรียนรู้
เราจะได้ไม่ต้องไปเจอเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เราไม่ต้องการ

ปัญหาบางอย่างมันหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก็ต้องรู้จักยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ใครจะรู้ว่า อีก10ปีข้างหน้าเราอาจต้องขอบคุณเหตุการณ์ร้ายๆในวันนี้

หนทางที่ดีในการตั้งหลักรับมือกับปัญหาคือการอดออม เผื่อเอาไว้วันข้างหน้า
ใครจะรู้ว่าคนที่รักกันในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเป็นอื่น
ความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมันไม่เป็นอย่างที่เราหวัง ก็ต้องยอมรับ
เมื่อเกิดปัญหา หากเรามีเงิน เราอาจหยุดพัก ท่องเที่ยวแบบตามใจตัวเองสักระยะ
แล้วค่อยกลับมาสู้ต่อ
เงินไม่ใช่ทุกคำตอบ แต่ปลอบใจเราได้

พยายามเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
อะไรที่เลี่ยงได้ก็เลี่ยง
อะไรที่เลี่ยงไม่ได้ก็ปรับปรุง
ถ้ามันทำอะไรไม่ได้เลย ก็มองดูมันเฉยๆ
อย่าเอามาเป็นอารมณ์

จุดจบของทุกสิ่งคือ "ต้องจาก"
คนเรา ไม่ว่าจะรักกัน หรือชังกัน ก็ต้องจากกันทั้งนั้น

ในความรักนั้น ถ้าเราสามารถเดินออกมาจากมันได้แล้ว
หากคิดจะย้อนกลับไปจุดเดิมอีก เหตุการณ์เดิมๆ ก็ฉายซ้ำ
เราอาจลองปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่กับสถานะการณ์นั้นให้ได้
และเปลี่ยนแล้วเราต้องมีความสุขด้วย
ไม่เช่นนั้นเราก็ควรเรียนรู้ที่จะหยุดพัก
เราไม่ควรเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร
เราควรเปลี่ยนตัวเอง เพื่อตัวเอง