คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คุณค่าของชีวิต

 … มีพระราชาผู้หนึ่ง ได้บอกกับคนขี่ม้าของเขาว่า
ถ้าเขาสามารถขี่ม้าไปครองพื้นที่ได้มากเท่าไรก็ตาม
พระราชาจะยกที่ดินนั้นให้กับเขา คนขี่ม้าจึงควบม้าของเขา
ไปอย่างรวดเร็วด เพื่อครอบครองที่ดินให้มากเท่าที่จะทำได้
เขาเร่งควบม้าไปเรื่อย ๆ เร็วเท่าที่ม้าจะรับไหว …
เมื่อเขาหิว หรือเหนื่อย เขาก็ไม่หยุดควบม้า
เพราะเขาต้องการครอบครองดินแดนให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเขาหมดแรง และกำลังจะตาย เขาจึงถามตัวเองว่า …
” ทำไมเราถึงกดดันตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ได้ครอบครองผืนดิน?
ตอนนี้เรากำลังจะตาย และเราก็ต้องการเพียงแค่ที่ดินเล็ก ๆ เพื่อฝังศพตัวเอง “
… เรื่องข้างต้นก็เหมือนการเดินทางของชีวิตพวกเรา …
พวกเราผลักดันตัวเองอย่างทุกวันเพื่อให้ได้เงินมากๆ มีอำนาจ และ เป็นที่ยอมรับ
พวกเราละเลยที่จะดูแลสุขภาพของตัวเอง และคนรอบข้าง …
เราไม่มีแม้เวลาที่จะให้กับครอบครัว และชื่นชมกับสิ่งสวยงามรอบตัว
หรือแม้กระทั่ง งานอดิเรกที่เรารัก เราก็ไม่มีแม้เวลาที่จะทำมัน
วันหนึ่งเมื่อเรามองกลับไป … พวกเราจะตระหนักว่า
สิ่งที่ต้องการนั้น จริง ๆ เรากลับไม่ได้มันมา ทั้งที่มันอยู่ใกล้เสียเหลือเกิน …
แต่สิ่งที่เราขวนขวาย และพยายามไขว่คว้า มันกลับไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตเราเลย
แต่เมื่อเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้กับสิ่งที่เราพลาดไปในชีวิต
ไม่ใช่การสร้างเงิน สร้างอำนาจ หรือการยอมรับ
ชีวิตไม่ใช่การทำงาน งานเป็นสิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เราสนุก
กับความงาม และความพึงพอใจของชีวิต …
แต่ …ชีวิตคือความสมดุลของงาน และการเล่น ครอบครัวและเวลาส่วนตัว
… จงตัดสินใจว่าจะสร้างสมดุลให้กับชีวิตคุณอย่างไร?
กำหนดลำดับความสำคัญของคุณเอง ตระหนักว่าอะไรที่คุณสามารถยอมรับได้
แต่จงตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณของตัวคุณเอง …
ความสุขคือความหมาย และจุดมุ่งหมายของชีวิต …
ดังนั้น … สร้างมันง่าย ๆ โดยทำในสิ่งที่คุณต้องการจะทำ
และซาบซึ้งกับธรรมชาติ ชีวิตนั้นเปราะบาง ชีวิตนั้นสั้น
ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ในสไตล์ของคุณเอง และสนุกกับมัน
มองดูสิ่งที่คุณคิด มันจะกลายเป็นคำพูด
มองดูคำพูดของคุณ มันจะกลายเป็นการกระทำ
มองดูการกระทำของคุณ มันจะกลายเป็นนิสัยติดตัว
มองดูนิสัยของคุณ มันจะกลายเป็นบุคลิก
มองดูบุคลิกของคุณ มันจะกลายเป็นโชคชะตา
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือตัวคุณที่จะกำหนดตัวคุณเอง 

มองผ่านกระจก

 เวลาที่เรามองอะไร เราก็รับเอาภาพของสิ่งนั้น ภาพที่เรามองเห็น
เกิดจากการที่มีแสงกระทบเข้ามาสู่ตาของเรา หากเราถามนักวิทยาศาสตร์

ว่ามีความชั่วอยู่ในแสงที่มากระทบกับตาของเราหรือไม่ นักวิทยาศาตร์ก็
จะวิเคราะห์ว่า แสงซึ่งเป็นรูปหนึ่งของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ประกอบด้วย
สนามแม่เหล็ก H ที่มีการสั่นสะเทือนด้วยคลื่นความถี่ที่สูงมากและมีสนาม
ไฟฟ้า E ซึ่งมีความถี่สูงมาอยู่ตั้งฉากกัน นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าไม่มีความ
ชั่วปรากฏในสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าแสงเป็นเพียงพลังงาน แต่ทำไม
เราจึงเห็นความชั่ว ในเมื่อไม่มีความชั่วในแสง แล้วมันอยู่ที่ใดกันล่ะ หากพูด
ตามเหตุผลแล้ว ถ้าไม่มีความไม่ดีเข้ามาสู่ตัวเราแล้ว เราเห็นความไม่ดีนั้นได้
อย่างไร แสดงว่าความไม่ดีต้องอยู่ภายในตัวเราอยู่แล้ว! เราจะต้องกล้ายอม
รับความจริงในข้อนี้ เพื่อที่เราจะได้เอาชนะศัตรูภายในตัวเราได้
มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง อาศัยอยู่บ้านหลังใหญ่ ภรรญาจะออกกำลังกายทุกๆ
เช้า ในขณะที่เธอออกกำลังกายอยู่นั้น เธอก็จะมองออกไปนอกหน้าต่างและดู
เพื่อนบ้านกำลังซักผ้าและตากผ้าอยู่ หลังจากออกกำลังกายแล้ว เธอจึงลงมา
รับประทานอาหารเช้ากับสามี และเล่าให้สามีฟังว่า…
“ชั้นไม่เช้าใจเลยเพื่อนบ้านของเรานี่ไม่รู้จักวิธีซักผ้าให้สะอาดเสื้อผ้าที่
หล่อนซักยังสกปรกอยู่เลย ไม่รู้ว่าเธอใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไรกัน”
สามีก็บอกว่า …
“คุณไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเค้าทำไม เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็พอแล้ว”
แต่ภรรยาก็ไม่เชื่อฟัง เธอจะมองออกไปนอกหน้าต่างทุกเช้าเวลาออกกำลังกาย
เพื่อดูเพื่อนบ้านซักและตากผ้า แล้วก็ลงมารายงานให้สามีฟัง…
“เพื่อนบ้านของเราซักเสื้อสกปรกอีกแล้วล่ะ” อยู่มาวันหนึ่ง ภรรยารีบลงมาบอกสามี
ด้วยความประหลาดใจ…
“นี่คุณไม่รุ้ว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้เพื่อนบ้านของเราซักผ้าได้สะอาดจริงๆ สงสัยเธอ
คงจะเปลี่ยนผงซักฟอกที่ใช้อยู่นะ สงสัยจังว่าวันนี้เธอซักผ้ายังไง แหม ขาวสะอาดจริงๆ”
สามีหัวเราะ และก็บอกว่า…
“คือผมเบื่อเหลือเกินที่คุณมารายงานผมทุกวันๆ ว่าผ้าบ้านโน้นสกปรก เช้านี้ผมตื่น
ก่อนคุณก็เลยไปเช็ดกระจกหน้าต่าง เมื่อก่อหน้านี้ กระจกหน้าต่างบ้านเราสกปรกมาก
แต่วันนี้กระจกสะอาดใสแจ๋ว คุณเลยมองอะไรข้างนอกสะอาดไปหมดนั่นแหละ…”
นี่เป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรา ถ้าเราใส่แว่นสีแดง เราก็จะเห็นทุกอย่างเป็นสีแดง
แท้จริงทุกอย่างที่เรามองไม่ได้เป็นสีแดง ถ้าเรานำกล้องถ่ายรูปคุณภาพต่ำไปถ่ายรูปคน
ที่อยู่ในห้อง ภาพที่ออกมาก็จะมือไม่ชัด เราจะตำหนิคนที่อยู่ในห้องได้ไหมว่า พวกเขาทำ
ให้ภาพไม่ชัด ไม่ได้หรอก ตัวกล้องต่างหากที่ไม่ดี เพราะมันปรับแสงไม่ได้ แต่ถ้าเรามี
กล้องที่คุณภาพดี มีตัวปรับแสง ภาพก็จะออกมาดี ชัดเจน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตัวรับภาพนี่ที่เป็นสิ่งสำคัญ ในทำนองเดียวกัน ประสาทสัมผัสของ
เรารับข้อมูลจากภายนอกตัวรับในที่นี้ก็คือจิตสำนึกของเราถ้าจิตใจของเราสกปรก
เราก็จะมองเห็นสิ่งอื่นสกปรกไปด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงควรทำความสะอาดจิตใจของเรา
ทำให้จิตของเราบริสุทธิ์ขึ้น เราก็จะเริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี่ จิตใจ
ของเราก็จะค่อยๆ สูงขึ้นๆ ในที่สุด
อ้างอิง : หนังสือ แนวทางสู่ความสุข, ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ความจริงที่ต้องใจ

เด็กตาบอดคนหนึ่งนั่งที่ขั้นบันไดของตึก
โดยมีหมวกวางหงายไว้ข้างๆ
มีป้ายเขียนไว่ข้างตัวว่า
“ผมตาบอด กรุณาช่วยด้วย”
มีเหรียญเพียงสองสามอันในหมวก
ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขาหยิบเงินสองสามเหรียญจากกระเป๋าแล้วหย่อนลงในหมวก
เขาหยิบป้ายข้างเด็กตาบอดมาเขียนที่ด้านหลัง
แล้ววางลงที่เดิม เพื่อให้คนเดินผ่านได้เห็นข้อความใหม่บนป้าย
ในไม่ช้า…หมวกก็เต็ม
ผู้คนมากมายให้เงินแก่เด็กตาบอด
บ่ายวันนั้นชายที่เขียนป้ายให้ใหม่กลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เด็กชายจำเสียงฝีเท้าเขาได้ก็ถามขึ้นว่า
“คุณใช่คนที่เขียนป้ายให้ผมใหม่เมื่อเช้าใช่ไหมครับ” “
คุณเขียนว่าอะไรครับ”
ชายคนนั้นพูดว่า
“ฉันแค่เขียนความจริง ฉันเขียนสิ่งที่เธอพูดแต่เขียนด้วยคำพูดที่แตกต่าง”
ฉันเขียนว่า “วันนี้ช่างเป็นวันที่สวยงาม แต่ผมไม่สามารถชื่นชมมันได้”
ทั้งสองข้อความบอกกล่าวผู้คนว่าเด็กชายนั้นตาบอด
ทว่าข้อความแรกเพียงบอกธรรมดาว่าเด็กชายตาบอด
ในขณะที่ข้อความหลังบอกผู้คนว่าพวกเขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ตาไม่บอด
แปลกใจไหมที่ข้อความหลังให้ผลดีกว่า
ข้อสอนใจจากเรื่องนี้ :
จงขอบคุณในสิ่งที่คุณมี
ขอให้มีความคิดสร้างสรรค์ ปฏิรูปจิตใจของคุณ และคิดแตกต่างในแง่บวก
ยามเมื่อชีวิตมีเหตุผลเป็นร้อยให้คุณอยากร้องไห้
จงทำให้ชีวิตดูว่ามีเหตุผลเป็นพันให้คุณยิ้มได้
เผชิญหน้ากับอดีตโดยไม่สลดใจ
จัดการกับปัจจุบันอย่างมั่นใจ
เตรียมการเพื่ออนาคตโดยไม่หวาดกลัว
มีศรัทธาและโยนความหวาดหวั่นทิ้งไป
สิ่งที่งดงามที่สุดคือการได้เห็นคนยิ้มแย้ม
และยิ่งงดงามกว่านั้นที่ได้รู้ว่าเราเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น
http://comvariety.com/article/8095

ข้อคิดเตือนใจกับเด็กหานาฬิกา

“ความสงบสยบความเคลื่อนไหว”
        ชาวนาคนหนึ่ง หลังจากไปทำความสะอาดคอกม้า ออกมาก็พบว่านาฬิกาพกของตน ได้หล่นหายไปเสียแล้ว นาฬิกาพกเรือนนี้มีความหมายต่อเขามาก ด้วยเป็นของขวัญที่แม่ของเขาทิ้งไว้ให้ เขารีบวิ่งไปที่คอกม้ารื้อหาจนทั่วบริเวณแทบพลิกแผ่นดิน แต่ก็หาไม่พบ
        เขาเดินออกมาจากคอกม้าด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว มองไปเห็นมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่แถวนั้น เขาจึงได้คิดว่าอาจเป็นเพราะตัวเองแก่แล้ว หูตาฝ้าฟางทำให้หาไม่เจอ แต่เด็กๆหูตายังแหลมคมน่าจะหาเจอก็เป็นได้ เขาจึงเรียกเด็กๆมาแล้วบอกว่า ” เด็กๆ ถ้าใครหานาฬิกาพกของลุงเจอ ลุงจะให้เงินคนนั้นหนึ่งเหรียญ ”
        เด็กๆ พากันวิ่งกรูเข้าไปในคอกม้า จนเวลาผ่านไปนานโข ตอนที่เด็กๆ เดินกลับออกมาจากคอกม้าทีละคนต่างก็มีสีหน้าผิดหวัง ที่หานาฬิกาพกไม่เจอ ขณะที่ชาวนากำลังถอดใจคิดจะเลิกหานั่นเอง ก็มีเด็กคนหนึ่งมากระซิบกระซาบบอกกับเขาว่า “ผมจะลองเข้าไปหาดูอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ขอให้ผมเข้าไปคนเดียวเท่านั้น” ชาวนามองตามหลังเด็กชายไปอย่างไม่มั่นใจ คิดในใจว่า…พวกเราแทบจะพลิกคอกม้าหายังไม่เจอ…แล ้วลำพังเด็กคนเดียว จะหาเจอได้อย่างไร…
        เด็กคนนั้นเข้าไปตั้งนานก็ยังไม่กลับออกมา ชาวนาเริ่มสิ้นหวังในขณะที่ชาวนาคิดจะเลิกรอและจากไป นั่นเอง เด็กชายคนนั้นก็เดินออกมาจากคอกม้าในมือของเขาถือนาฬิกาพกเรือนหนึ่ง ชาวนาถามด้วยความแปลกใจว่า “เจ้าหาเจอได้อย่างไร” เด็กชายบอกว่า “พอเข้าไปข้างใน ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่นั่งเงียบๆ อยู่ที่พื้นไม่นานผมก็ได้ยินเสียง ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก จากนั้นผมก็เดินตามเสียงไปแล้วผมก็เจอนาฬิกาเรือนนี้ ”
ข้อคิดเตือนใจ
        ขณะที่เรากลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับชีวิตหรือหน้าที่การ งาน บางครั้งก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องสงบจิตสงบใจ มาคิดตรึกตรองดูว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ถูกต้องและเหมาะสมดีแล้วหรือเปล่า และนี่ก็อาจจะเป็นความหมายที่แท้จริงของคำโบราณ ที่ว่า “บนเส้นทางของชีวิต บางครั้งก็ควรตึงเครียด บางครั้งก็ควรผ่อนคลาย”
http://comvariety.com/article/7096

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เปลี่ยน“ปัญหา“ให้เป็น“ปัญญา“


"ปัญหา"เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากเลี่ยงหลีก แต่ไม่มีใครที่หนีมันพ้นได้ เพราะปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ในเมื่อเราไม่มีวันหนีปัญหาพ้น จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเตรียมใจให้พร้อมเพื่อต้อนรับมันอยู่เสมอ
การมองว่า "ปัญหา"เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น เช่นเดียวกับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเผชิญกับปัญหาได้โดยไม่ทุกข์มากนัก แต่วิธีที่ดีกว่านั้นก็คือการเปลี่ยน "ปัญหา" ให้กลายเป็น "ปัญญา" เพราะนอกจากจะไม่ทุกข์หรือ "ขาดทุน"แล้ว ยังได้ประโยชน์เป็น "กำไร"กลับมาด้วย
ขอให้สังเกตคำว่า "ปัญหา" กับ "ปัญญา" นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ตัวเดียวคือ "ห" กับ "ญ" ในชีวิตจริง สิ่งที่เรียกว่า "ปัญหา" นั้นก็อยู่ใกล้กับ "ปัญญา" มากเช่นเดียวกันปัญหาสามารถก่อให้เกิดปัญญาได้หากรู้จักมองหรือใคร่ครวญกับมัน นักเรียนจะเฉลียวฉลาดได้ก็เพราะหมั่นทำการบ้าน การบ้านนั้นคืออะไรหากไม่ใช่ปัญหาหรือโจทย์ที่ต้องขบ คิด ถ้าครูไม่ขยันให้โจทย์หรือตั้งคำถามให้นักเรียนขบคิด นักเรียนก็ยากที่จะเกิดปัญญาได้คนทั่วไปนั้นเมื่อเจอปัญหาก็จะเป็นทุกข์หรือกลัดกลุ้มไปกับมัน แต่ถ้าลองตั้งสติและพิจารณาให้ดี ปัญหาก็จะกลายเป็นปัญญาได้ไม่ยาก เมื่อ ๘๐ ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งได้เพาะเลี้ยงแบคทีเรียไว้ในจานเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยเรื่องไข้หวัด วันหนึ่งเขาพบว่ามีเชื้อราเข้าไปปนเปื้อนและทำลายแบคทีเรียที่เพาะเอาไว้ นั่นหมายความว่าเขาต้องเพาะแบคทีเรียขึ้นใหม่
เจ้าเชื้อราตัวนี้สร้างปัญหาให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ แต่แทนที่จะโมโห เขากลับฉุกคิดขึ้นมาว่าถ้ามันฆ่าแบคทีเรียที่เพาะในจานได้ มันก็ต้องกำจัดแบคทีเรียที่ในร่างกายคนได้เช่นกัน ปัญญาเกิดขึ้นแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ทันที นำไปสู่การค้นพบเพนนิซิลินหรือยาปฏิชีวนะ ซึ่งในเวลาไม่นานสามารถช่วยชีวิตผู้คนนับร้อยล้านคนทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้คืออเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง นั่นเองโลกก้าวหน้าได้เพราะเรารู้จักเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา มองให้แคบลงมา ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากประสบวิกฤต บางคนเป็นโรคหัวใจเจียนตาย ภัยร้ายได้บังคับให้เขาต้องหันมาทบทวนชีวิตของตน และพบว่าการหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ตัดขาดจากผู้อื่น และจมอยู่กับความหดหู่เศร้าหมอง เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เขามีอาการดังกล่าว เขาจึงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เข้าหาผู้คน ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อผู้อื่น และปล่อยวางความกังวลหม่นหมอง ไม่นานสุขภาพของเขาก็ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น เขายอมรับว่า การเป็นโรคหัวใจเป็นสิ่งดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แทนที่จะคร่ำครวญหรือตีอกชกหัว ลองใคร่ครวญดูให้ดี จะพบว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเรามองสัญญาณนี้ออก นั่นแสดงว่าปัญญาได้เกิดแก่เราแล้ว ขั้นต่อไปก็คือเปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรม หรือการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เหมาะสม และชาญฉลาดไม่ควรมองว่าปัญหาคือ "ทางตัน" ถ้ามองให้ดี ในตัวปัญหานั้นก็มี "ทางออก" ด้วยเหมือนกัน อย่าลืมว่า สลักที่ล็อคประตูนั้นก็เป็นสลักอันเดียวกับที่ใช้เปิดประตู สวิตช์ที่ปิดไฟก็เป็นอันเดียวกับที่ใช้เปิดไฟให้สว่าง ฉันใดก็ฉันนั้นในคำถามก็มีคำตอบเฉลยอยู่จะว่าไปแล้วปัญหาหรือความทุกข์ทั้งหลายไม่ได้มีไว้ให ้เราคร่ำครวญ แต่มีไว้ให้ใคร่ครวญนั่นเอง ในความทุกข์นั้นก็มีทางออกจากความไม่ทุกข์แฝงอยู่เสมอ ในภาพยนตร์เรื่อง Batman Begins เด็กชายบรู๊ซ (ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นมนุษย์ค้างคาว)ได้พลัดตกลงไปในหลุม เมื่อพ่อช่วยขึ้นมาแล้ว ได้ถามลูกว่า "รู้ไหมทำไมคนเราถึงหกล้ม?" ลูกนึกไม่ออก พ่อจึงเฉลยว่า "ก็เพื่อเราจะได้รู้วิธีลุกขึ้นมาไงล่ะ"ความทุกข์มีขึ้นก็เพื่อสอนเราให้รู้จักหลุดพ้นจากความทุกข์ ปัญหาเกิดขึ้นก็เพื่อสอนเราให้เกิดปัญญา ด้วยเหตุนี้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคือครูที่มาสอนให้เราฉลาดขึ้นนั่นเอง

จุดที่ต่ำสุดของชีวิต ที่ทุกคนมีโอกาสประสบ เป็นได้ทั้งจุดจบ และบทเรียนที่ดี ชีวิตคนเราก็เหมือนกับทะเลถ้าร่มรื่นเกินไปก็จะไม่สวยงาม
ที่มา : http://www.wutthi.com