คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความคิดสำเร็จได้ ... ด้วยการกระทำ

เมื่อปรารถนาจะลิ้มรส ผลอันเกิดจากความสำเร็จในชีวิต สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ นอกจากจะมีความคิดที่ดีแล้วจึงได้แก่ "การกระทำ"การที่เราจะประสบความสำเร็จได้ นอกจากต้องมีความคิดที่ดีแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การกระทำ ถึงคนเราจะมีความคิดที่ดีเพียงใดก็ตาม แต่หากไม่สามารถนำมาปฏิบัติให้เห็นผลจริงได้ ความคิดที่ว่าดีก็คงยังดีไม่พออยู่นั่นเอง การจะทำความคิดให้ขับเคลื่อนไปได้ ต้องอาศัยการกระทำเป็นเครื่องยืนยันถึงความมีอยู่จริงของความคิดเห็น หากแค่คิดแล้วไม่ทำ หรือทำโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี สิ่งดี ๆ ก็จะเกิดมีในชีวิตก็ย่อมเป็นไปได้ยาก ผู้ที่ปรารถนาความสำเร็จในชีวิต นอกจากคิดเป็น แล้วยังต้องทำเป็นด้วย ผลจึงจะอำนวยให้เกิดมีแก่ชีวิตของตนเอง ในทางพระพุทธศาสนา ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความคิดและการกระทำไปพร้อมกัน โดยเน้นให้เห็นว่า การที่คนเราจะมีความสุขในชีวิตได้ สิ่งสำคัญเป็นอันดับแรกคือ เรื่องของความคิด และรองลงไปคือ การกระทำ
 หากมีความคิดที่ดีแล้วย่อมจะนำไปสู่การกระทำที่ดี
 ในทางกลับกันหากมีความคิดในด้านที่ไม่ดี ความเลวร้ายก็มี ก็อาจจะนำพาชีวิตของเราไปสู่จุดที่หมดโอกาสใช้ความคิดได้เหมือนกัน เมื่อปรารถนาจะลิ้มรสผลอันเกิดจากความสำเร็จในชีวิต สิ่งที่ขาดไม่ได้ นอกจากความคิดที่ดีแล้วก็ต้องมี การกระทำ ทั้งยังต้องเป็นการกระทำ ที่ประกอบได้วยองค์ประกอบ ๔ ประการ จึงจะทำให้ท่านพบกับความสำเร็จได้
 โดยองค์ประกอบ ๔ ประการดังกล่าวนั้น ก็คือ
หนึ่ง) รักในสิ่งที่ทำ ... ก่อนทำอะไรใจต้องรักเสียก่อน เมื่อมีใจให้แล้วจะทำอะไรต่อไป แม้มีอุปสรรคมากมายแค่ไหน ก็จะอดทนฝ่าฟันไปได้ อย่างไม่กังวลถึงความเหนื่อยยาก
สอง) พยายามอย่างถึงที่สุด ... เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย หรือไม่ต้องอาศัยความพยายาม เมื่อหวังผลที่เลิศ เราก็ต้องอาศัยความสามารถที่มีอยู่ สู้อดทนอย่างถึงที่สุดเพื่อให้บรรลุผลที่ต้องการ
สาม) มุ่งมั่นไม่คลอนแคลน ... คุณค่าของสิ่งที่กระทำย่อมต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เมื่อตัดสินใจลงมือทำอะไรสักอย่าง แม้จะมีใครมาทำให้ไขว้เขว้อย่างไรก็ต้องเชื่อมั่นในสิ่งตัดสินใจกระทำลงไปแล้วนั้น
สี่) รู้จักใช้ปัญญาแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ... การกระทำทุกอย่างย่อมต้องมีอุปสรรค หากเรารู้จักใช้ปัญญาแก้ไขและมองปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ก็ย่อมได้รับการแก้ไขสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
หลักการกระทำทั้ง ๔ ประการ นี้ เป็นหลักการที่ทำให้ผู้ปฏิบัติประสบความสำเร็จมามาก การมีความคิดที่ดีและมีวิธีการกระทำที่ถูกต้อง นับเป็นหนทางที่ผู้รับประสบความสำเร็จทั้งหลายมอบไว้ให้แก่คนทั่วไปได้เจริญรอยตาม
 ในสมัยพุทธกาล มีบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่า โสณะ ได้มีโอกาสฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวัน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาต้องการจะอุทิศตนเพื่อค้นหาสัจธรรมตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า จงไปทูลขอบวชกับพระพุทธองค์
เมื่อท่านบวชแล้วก็ได้ไปบำเพ็ยญเพียรอยู่ที่ป่าสีตวัน เขตเมืองราชคฤห์ กล่าวกันว่า ท่านเป็นผู้มีความพยายามมาก
ในวันหนึ่ง ๆ เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เลือดไหล เมื่อเห็นว่า เดินด้วยเท้าไม่ไหว ก็ใช้วิธีคลานด้วยเข่า และด้วยฝ่ามือทั้งสอง จนกระทั่งเข่าและฝ่ามือก็แตกเช่นกัน กระนั้นท่านก็ยังไม่ได้บรรลุผลอันสมควรแก่ความพยายาม จนทำให้เกิดความท้อใจ

พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงได้ตรัสแนะวิธีการบำเพ็ญให้แก่ท่าน โดยทรงยกพิณสามสาย เปรียบเทียบให้ท่านฟังว่า
"พิณที่สายตึงเกินไป เมื่อดีดแล้วสายก็จะขาด
พิณที่สายหย่อนเกินไป เมื่อดีดแล้วเสียงก็จะไม่ไพเราะ
ต้องสายที่ตึงปานกลาง จึงจะไม่ขาดและมีเสียงไพเราะ"
 เมื่อท่านปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ทรงแนะนำด้วยความสม่ำเสมอ ต่อมาไม่นานท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และพระพุทธองค์ทรงยกย่องท่านไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าพระภิกษุทั้งหลายในด้านผู้ปรารภความเพียร
 สิ่งสำคัญในการทำความคิดให้มีชีวิต
จึงเป็นการคิดและทำอย่างสร้างสรรค์
ทุกสิ่งจะเป็นไปตามที่เราคิดได้
และความคิดจะเป็นจริงได้ก็ด้วยการกระทำ
 ขอบคุณข้อเขียนดี ๆ จาก หนังสือ ชื่อ ความรู้สึกดี ๆ มีได้ทุกวัน โดย กอบแก้ว

ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ ประสบความสำเร็จ

ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น
คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า
ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว
------------ --------- --------- --------- --------- ธนินท์ เจียรวนนท์
ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใด
ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง
ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น
แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม
------------ --------- --------- --------- --------- เจริญ สิริวัฒนภักดี


ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ
คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง
แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน
------------ --------- --------- --------- ------- อนันต์ กาญจนพาสน์
จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา เพราะผมคิดว่า
ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา
มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา
ผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
------------ --------- --------- --------- -------- พรเทพ พรประภา


ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ
ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้า
พอใจแค่ไหนอย่างไร
ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจ
เกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้
------------ --------- --------- --------- ------ ประกิต อภิสารธนรักษ์
ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด
ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด
เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว
คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว
------------ --------- --------- --------- -- ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ


ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ
และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆให้มันรู้ไปเลยว่า
เราทำไม่ไหวแล้ว
------------ --------- --------- --------- --------- - ชวน ตั้งมติธรรม
1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน
------------ --------- --------- ------ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์


ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง
หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ
การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้
นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น
ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
------------ --------- --------- --------- -------- โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา
รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า
คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น
ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก
แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้
ก่อนเป็นอันดับแรก
------------ --------- --------- --------- ----- อมรเทพ ดีโรจนวงศ์


อีก 1 เรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่าชาวนาจีนแก่ ๆ
คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกง
จืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหิน
และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป
โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า
"นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น"
ชายชราหันไปตอบว่า
"ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่"ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น
"อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ"
สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า
" ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ"พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่
เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ
เสมอต้น,เสมอปลาย...

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ยางลบ กับการแก้ไข สิ่งผิดพลาด

สมัยเด็กๆ ครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่าเวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ เราห้ามใช้ยางลบ ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักท่าไหร่

รู้แต่เพียงว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว ฉันก็อยากจะให้มันตรงสวย แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆนั้นไปตามจินตนาการ
เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันอาจเผลอวาดตากลมโตเกินไป ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆ นั้นเป็นแว่นตาแทน แม้ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจว่า ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ

และแม้ฉันจะไม่เคยคิดวาดรูป หน้าคนใส่แว่นมาก่อน แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ แถมยังภูมิใจ ว่าสามารถวาดภาพๆนั้นด้วยความมั่นใจ และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง

เวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูสอนวันนั้น แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน นั่นคือ การเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด

ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน และในชีวิตหนึ่งก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั่งใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ก็คือ

การที่ฉันเข้าใจว่า ธรรมชาติของความผิดพลาด คือ การที่มันเกิดขึ้นแล้ว จะคงอยู่ถาวร ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ ลบความผิดพลาด แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง
ดังนั้นถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอแหกกฎเพื่อใช้ยางลบกลับไปแก้ไขมันนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือ รู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากยิ่งขึ้น ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อที่จะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้

ดังนั้นเราต้องตั้งใจ และมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น ถึงแม้นภาพที่เราวาดออกมาจะไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่ แต่มันก็ออกมาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง

เพราะถึงอย่างไร ฉันยังเชื่อว่า
ถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่ ภาพชีวิตเราก็งดงามได้โดยไม่ต้องใช้ยางลบ
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ของขวัญ ที่ทุกคนอยากได้

ของขวัญ
  • ของขวัญจาก "การฟัง" จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอคนอื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก

  • ของขวัญจาก "ภาษากาย " อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ การแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้ จับมือ โอบไหล่ สวมกอด หอมแก้ม ฯลฯ

  • ของขวัญจาก "ความเบิกบาน" แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้าง มีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว

  • ของขวัญจาก "การเขียน" กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง เช่น ฉันรักคุณจังเลย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย

  • ของขวัญจาก "คำชม" ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม เช่น ผมทรงนี้ดูดีจัง กับข้าวอร่อยมากเลยนะ

  • ของขวัญจาก "ความมีน้ำใจ" ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ สภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอด ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการหลับใน การแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น

  • ของขวัญจาก "เวลาส่วนตัว" บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบๆ ตามลำพัง อย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วย ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เมื่อเขาต้องการ

  • ของขวัญจากการ "ให้กำลังใจ" คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด ช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้ ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลย สักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

  • ของขวัญจาก "มธุรสวาจา" คำพูดดีๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ขอบคุณ ขอโทษ คุณอยากฟังคำพูดดีๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน

อำนาจ วาสนา บารมี


ทั้ง 3 อย่างนี้ คุณอยากได้อย่างไหนมากที่สุด อำนาจ วาสนา บารมี
...คิดให้ก่อนตอบก็ได้...คนส่วนใหญ่มักโลภมากอยากได้ทั้ง 3 อย่าง ซึ่งเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ผิดกติกา

1. อำนาจ เป็นความสามารถที่จะควบคุมคนอื่นให้ปฏิบัติตามได้ โดยการสั่งการหรือบัญชาแล้วมีคนยอมทำตาม แม้จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ผลของการมีอำนาจมีได้ทั้งทางดีและทางไม่ดีคนส่วนใหญ่ชอบอำนาจ เพราะมองเห็นผลลัพธ์ได้ง่าย และรู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น

อำนาจมักจะพบได้ในอาชีพที่มักเอื้อให้มีอำนาจได้ง่าย เช่น ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ และอำนาจที่พบได้เด่นชัดมากๆ มาจากนักการเมืองที่มีตำแหน่งสูงๆ

อำนาจมักจะเกี่ยวพันกับปืนหรือความตาย คนจะมีอำนาจได้มาก ถ้าสั่งเป็นสั่งตายได้ ข้าราชการตำแหน่งสูงที่มีโอกาสถือปืนหรือใช้ปืนได้ หรือมีสิทธิสั่งคนที่ถือปืนให้ใช้ปืนได้ จึงมีอำนาจมาก รวมทั้งโจร ก็มีอำนาจด้วย เรียกอำนาจเถื่อน

คนที่มีอำนาจแล้วมักจะหลงตัวเองสูง หยิ่ง ยะโส โอหัง ไม่เกรงกลัวใคร เพราะสั่งได้ บัญชาได้...มีคนพร้อมจะรับบัญชา คนอื่นๆ ก็อยากวิ่งเข้าหาพร้อมเครื่องสังเวย เพื่อร่วมรับหรือร่วมใช้อิทธิพลจากอำนาจนั้น ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
ว่าคนที่ใช้อำนาจมากๆ และบ่อยๆ นั้น มักไม่ค่อยถูกกฎหมายหรือถูกต้องนักหรอก แต่จะถูกใจตัวเองมากกว่า

คนมีอำนาจมักจะบันดาลเงินทอง ตำแหน่ง ยศ ได้ง่าย ตอนมีชีวิตอยู่จะมีผู้คนเข้ามายกยอปอปั้นมาก อยากรับใช้ เพราะหวังจะได้ประโยชน์จากอำนาจ แต่เวลาตาย หลายรายตายไม่ดี เช่น ถูกฆ่า หรือตายไปแล้วก็มีคนแช่งด่า หรือคนไม่อยากพูดถึง หายเงียบไปเลยก็มาก ครอบครัวของคนมีอำนาจและใช้อำนาจมาก ก็มักไม่ค่อยปกติสุขนักหรอก
...อำนาจเป็นเรื่องของ "การรับ"...

ใครสามารถทำให้ตัวเอง "รับ" ได้มากเท่าไหร่ ก็เท่ากับมีอำนาจมากเท่านั้น เขาจึงสร้าง ความได้เปรียบให้กับตัวเองทุกวิถีทาง แม้จะผิดกฎหมายก็จะทำเพราะชินต่อแนวคิดอย่างนั้นแล้ว

2. บารมี เป็นผลจากการทำความดี ทำให้มีคนรัก
ความดีที่เห็นง่ายๆ ก็คือ การช่วยผู้คนและสังคมทุกรูปแบบ เป็นพฤติกรรมของ "การให้" ยิ่งช่วยมาก ให้มาก คนก็รักมาก ศรัทธา ชื่นชม นิยมมาก

...บารมีเป็นเรื่องของความสามารถใน "การให้" ใครให้ได้มาก ก็มีบารมีมาก... และถ้าเป็นการให้อย่างมีเมตตาและบริสุทธิ์ใจ จะยิ่งได้บารมีมาก

คนที่มีบารมีนั้นจะไม่โด่งดังเท่าอำนาจหรอก คนไม่เกรงกลัวเหมือนคนมีอำนาจ แต่จะเกรงใจ คนอยากอยู่ใกล้เพราะอบอุ่นใจ ไม่ร้อนรนแย่งชิงผลประโยชน์เหมือนตอนอยู่ใกล้คนมีอำนาจ
3.วาสนา เป็นผลจากการสร้างบารมีมาก ๆ
ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เมื่อทำความดีมากๆ ก็จะได้รับผลของการทำความดีเหล่านี้ เรียกว่า วาสนา ทำให้มีความสุข ความเจริญในชีวิต ได้รับเกียรติจากคนดี ได้รับยศจากคนดี แม้เกียรติและยศนั้นจะไม่มากหรือโด่งดังเหมือนคนมีอำนาจได้รับ แต่คุณภาพจะแตกต่างกัน เพราะได้จากคนที่เต็มใจให้เพราะความดี ไม่ใช่ต้องให้เพราะเกรงอำนาจ

...แต่ที่แน่ๆ ก็คือ คนมีวาสนาจะได้รับมิตรภาพที่ดีๆ จากคนดีๆ มากมาย...คนมีอำนาจนั้นส่วนมากจะได้มิตรภาพจอมปลอม จากคนไม่ค่อยดีเสียส่วนใหญ่ พวกมีอำนาจสูงและใช้อำนาจมากๆ นั้น มักตายไม่ค่อยดี หรือตายแล้วคนก็ไม่อยากพูดถึงในทางที่ดีนัก เพราะเป็นพวกที่ชินต่อการ "รับ" ทุกรูปแบบ

แต่พวกที่มีวาสนาและสร้างบารมี เวลาตายไปแล้วคนจะนึกถึง อบอุ่นใจทุกครั้งที่นึกถึง มีคนพูดถึงในแง่ดีตลอดไป เพราะเป็นพวกที่ "ให้" ได้มากกว่าคนทั่วไป

การสะสมบารมีในช่วงมีชีวิตอยู่ นอกจากจะทำให้มีความสุขแล้ว ยังได้มิตร และได้พลังชีวิตที่ดี ๆ ตลอดไป อนาคตจะเป็นคนมีวาสนาดี


ขอบคุณที่มา  ::  จากคอลัมน์ "Inside ชีวิต" หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์
ผู้เขียน - ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ
ขอบคุณที่มา  ::  deltadrive.exteen.com