คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ทำดีให้เกิน 14 วัน

John C Maxwell ปรมาจารย์ผู้สร้างผู้นำให้กับองค์กรทั่วโลกมามากมาย ได้พูดถึงหลักการเตรียมตัวเป็นผู้ประสบความสำเร็จของคนเราว่า..จะต้องรู้จุดมุ่งหมายในชีวิต ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการงาน ด้านการเงิน ด้านครอบครัว และด้านสังคม... หลังจากนั้นก็ลงมือทำอย่างจริงจัง นอกจากนั้นยังให้รู้จักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา รวมทั้งต้องรู้จักเพิ่มคุณค่าให้กับผู้อื่นด้วย

>> เราลองมาดูด้านการเงินกันดีกว่าว่าจะนำสิ่งที่ John C Maxwell กล่าวไว้มาเตรียมตัวเป็นผู้ประสบความสำเร็จด้านการเงินได้อย่างไรบ้าง


1. ต้องรู้จุดมุ่งหมายของตัวเอง

เขาเปรียบการจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จของมนุษย์เหมือนกับการก้าวขึ้นบันไดซึ่งบางคนไปรู้ตัวอีกทีว่าปีนบันไดพาดผิดตึกก็เมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว.. ทางด้านการเงินเพื่อป้องกันการปีนบันได้พาดผิดตึก เราจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายในการเก็บออมเงินให้ชัดเจน...ทั้งจำนวนเงินและระยะเวลา

เช่น ตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเงินให้ได้จำนวน 200,000 บาทภายในระยะเวลา 2 ปี หลายคนไม่เคยตั้งเป้าหมายการเก็บออมเงินที่ชัดเจนให้กับตนเองตั้งแต่ต้น..ไปรู้ตัวอีกทีก็ตอนใกล้เกษียณ แม้แต่เงินที่จะใช้สำหรับกินข้าวให้ได้ครบ 3 มื้อยังไม่พอ ถึงเวลานั้นได้แต่คิดว่า "น่าเสียดายนะถ้าเริ่มเก็บเงินตั้งแต่อายุยังน้อยถึงวันนี้คงไม่ต้องลำบาก" เปรียบเหมือนกับการปีนบันไดพาดผิดตึก

2. ต้องลงมือทำอย่างจริงจังพร้อมทั้งเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

เมื่อเรารู้และกำหนดเป้าหมายในการออมที่ชัดเจนแล้ว การจะสำเร็จได้ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง เพียงแค่การกำหนดเป้าหมายแต่ไม่มีการลงมือทำอย่างจริงจังและมุ่งมั่น เราก็จะไม่มีวันไปถึงจุดหมายได้

John C บอกว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้จะต้องรู้จักการวางแผนจากกิจวัตรประจำวัน... ที่ทำแล้ว...ทำให้ตัวเองดีขึ้น ถ้าเป็นเรื่องการเงินก็เช่น เรากำหนดเป้าหมายว่าจะต้องเก็บเงินให้ได้ 200,000 บาทภายในระยะเวลา 2 ปี ดังนั้นเดือนหนึ่งเราต้องเก็บเงินให้ได้ 8,400 บาท วันหนึ่งต้องเก็บให้ได้ 280 บาท เป็นต้น... การรู้จักจัดลำดับความสำคัญ และลงมือทำสิ่งที่ถูกต้องให้เป็นกิจวัตร ทำให้ได้เกิน 14 วัน มีงานวิจัยเกี่ยวกับการทำสิ่งดีๆ ของมนุษย์จะมีคนทำดีได้เกิน 14 วันเพียง 22% และอีก 78% ไม่สามารถทำได้เกิน 14 วัน

>> และ คนในกลุ่ม 22% นั้น ก็คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้นเมื่อกำหนดเป้าหมายในการเก็บออมไว้ชัดเจนแล้วต้องจัดการกับสิ่งที่กำหนดไว้ให้ได้ทุกวัน ทุกเดือน ท่านจึงจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในด้านการเงิน  มีข้าวกินครบ 3 มื้อยามเกษียณ นอกจากลงมือทำตามจุดมุ่งหมายแล้วจะต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานซึ่งหมายถึงเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้นมาด้วยตามตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้เราบรรลุถึงเป้าหมายเร็วขึ้น หรือ เรียนรู้ที่จะหาเครื่องมือที่ช่วยในการทำให้เงินงอกเงยมากขึ้น

3. ต้องรู้จักเพิ่มคุณค่าให้ผู้อื่นด้วย

นอกจากการกำหนดจุดมุ่งหมาย...ลงมือทำ...และพัฒนาตัวเองแล้ว ก็ต้องรู้จักเพิ่มคุณค่าให้กับผู้อื่นด้วย เพิ่มได้อย่างไรบ้าง... ง่ายๆในเรื่องการเงินเมื่อเราได้ลงมือเก็บออมอย่างจริงจังตามแผนที่วางไว้แล้วอันดับแรกก็ควรจะบอกต่อกับคนใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่น้อง ลูก หลาน เพื่อนๆ หรือคนรู้จักทั่วไป อาจเป็นลูกค้าก็ได้ ฯลฯ เพื่อให้เขาได้เห็นความสำคัญของการเก็บออมและลงมือทำ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีชีวิตที่มั่นคงในอนาคต โดยเริ่มจากตัวเราและคนใกล้ชิดก่อน

>> พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทุกคนมีความเพียรพยายาม ในการทำความดี ซึ่งในบางครั้งเรารู้สึกว่ามันยากแสนยาก ในการจะเริ่มทำสิ่งดีๆ สักอย่าง หากเราไม่มีความมุ่งมั่นทำอย่างสม่ำเสมอและมีวินัยแล้วในที่สุดก็จะท้อและล้มเลิกความตั้งใจไป เรื่องการเก็บออมเงินก็เช่นกัน "เก็บให้ได้แสนแรก หรือ ล้านแรก ยากมาก แต่ถ้าทำได้แล้ว แสนต่อไป หรือ ล้านต่อไปสบายมาก"

อยากรู้ต้องลงมือออมให้ได้เกิน 14 วัน หรือ 14 เดือนติดต่อกัน แล้วท่านจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้

ขอบคุณ : กรุงเทพธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

สิ่งมหัศจรรย์ 10 ประการ เปลี่ยนใหม่เพื่อชีวิตใหม่

วันใหม่ ปีใหม่วนเวียนมาอีกครั้ง
หนุ่มขึ้น แก่ลงคือสัจธรรม เป็นสิ่งแท้จริงของชีวิต
เก่าไปใหม่มา ธรรมดาของโลกธรรม ภาพจริงของมนุษย์คือการรักษาไว้ซึ่งการดำรงอยู่อย่างมีสุข หรือมีทุกข์
ฝาก 10 สิ่ง เพื่อการดำรงอยู่อย่างมีความสุขและทรงคุณค่าแท้
เพื่อรับปีใหม่เพื่อชีวิตที่ดีงามตลอดไป
1.การพูดดี การสื่อสารที่ดีทรงคุณค่า เป็นสิ่งแรกที่เห็นภูมิปัญญา โง่ ฉลาด มีมารยาท หรือต้องไปอบรมมารยาท ชัดที่สุดคือการสื่อสาร คนที่สำเร็จในชีวิตมักจะมีความเด่นด้านคำพูดมีตรรกะ เหตุผล คิดก่อนพูด ไตร่ตรอง อยากให้ฝึกการใช้เหตุผลในการสื่อสารไม่ใช้อารมณ์
วิธีง่ายๆ เวลาโกรธ เกลียด อารมณ์เสียลองฝึกอดทนต่อการสื่อสาร และให้นึกทุกครั้ง ด่าคนหนึ่งคำเขาจำทั้งชีวิต ก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด พูดจบปุ๊บคำพูดเป็นนายเรา
ปีใหม่ฝึกพูดด้วยมารยาท ไม่ด่า ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ

2. การคิดดี สมาธิคู่ความสุขุม ไตร่ตรอง ไม่มองคนด้านร้ายเกินไปรู้จักการปล่อยวางอยู่กับปัจจุบันในทุกขณะ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นมีสติ ทำ พูด คิด รอบคอบ ไม่บ่มเพาะความเครียด ควรฝึกฝนสมาธิวันละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

3. การรักษาสุขภาพดี คนที่ไม่ใส่ใจสุขภาพตนเองคือคนไม่รักตนเอง การออกกำลังกายวันละแค่ครึ่งชั่วโมง ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง เป็นกำลังสำคัญต่อสังคมประเทศชาติ เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพต่อครอบครัว สังคม องค์กร การงาน การออกกำลังกายทำให้เราไม่เหนื่อยง่าย
ขอให้ปีใหม่ทุกคนใส่ใจต่อสุขภาพตนเองอย่างมีคุณค่า การออกกำลังกาย การกิน การนอน ความเครียด สร้างวินัยตนเองให้เต็มที่

4. มีมิตรภาพดี เหมือนกับการได้อยู่ในสังคมที่ดี ปีใหม่นี้ใครที่เคยโกรธเกลียด ข่มใจใส่ความเมตตา หากพอสร้างมิตรภาพร่วมกันปรับความบาดหมาง ปรับมุมมองเข้าหากันทำความเข้าใจ
การสร้างสังคมเพื่อมิตรภาพที่ดีเป็นมงคลของชีวิต โดยเฉพาะที่ทำงาน ที่บ้านสำคัญต้องให้เวลาคนในบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อนทุกระดับต้องสร้างสรรค์ร่วมกัน
การมีมิตรภาพยั่งยืนย่อมทำให้เราก้าวหน้าในชีวิต

5. ทำจิตใจดี คนมีเสน่ห์มักเป็นคนจิตใจดีมีความเมตตา จะคิด พูด กระทำ หากกลั่นมาด้วยความเมตตา ย่อมทำให้เกิดความสงบสุข ทำงาน ธุรกิจใดๆ ย่อมสัมฤทธิผล การมีความเมตตาย่อมส่งผลออกมาซึ่ง ความจริงใจ ไม่เสแสร้ง
มีทัศนคติที่ดีต่อทุกคนทุกเรื่อง สร้างจิตใจที่ดี งดงาม ไม่หลงตนเอง ไม่ดูถูกผู้อื่น มีใจให้เกียรติผู้อื่น พร้อมดำรงอยู่อย่างมีคุณค่า

6. สร้างความเชิงบวกที่ดี การสร้างความคิดบวกไม่ง่าย แต่ไม่ยาก ต้องข่มอารมณ์ความรู้สึกอย่างยิ่ง แต่ผลสัมฤทธิ์ของการคิดบวกคือความสบายใจ ความไม่เครียด รู้จักปล่อยวาง เหตุร้ายเกิดรับสถานการณ์ได้อย่างดี
การสร้างความคิดบวก ต้องเริ่มจากถ้า... เช่น ถ้าคนนินทา ก็ให้ถือว่าเราเป็นคนมีความสำคัญ ถ้ามีอุบัติเหตุ ให้คิดบวกว่า ทำให้เรามีสติ และไม่ประมาทอีกเป็นอันขาด

7. สร้างความน่าเชื่อถือดี คนที่จะน่าเชื่อถือดี คือคนรักษาเวลา มีวินัย ใส่ใจคนรอบข้าง มีปัญญา ดำรงตนเพื่อส่วนรวม ให้เกียรติ ไม่มองคนด้านร้าย การที่ดำรงตนเป็นคนคบได้คือ ความเข้าใจปรับตนให้กับสังคม องค์กร ผู้อื่นเสมอ มีมาตรฐานในการทำงานรักษาอุดมการณ์ และมีวิธีคิดเพื่อส่วนร่วม หนักแน่น ให้คุณมากกว่าให้โทษ

8. จัดเวลาดี การจัดเวลาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เวลามีเท่ากัน แต่คนเราใช้ไม่เหมือนกัน หากเรารู้สึกการเสียเวลาเหมือนกับการเสียเงินจะรู้สึกเห็นคุณค่าเวลาได้ดีแน่
การใช้เวลาต้องไตร่ตรอง ควรแบ่งเวลาให้สมดุล ด้านครอบครัว สุขภาพ สังคม การงาน ควรจัดระบบการแบ่งเวลาให้ดีมีคุณค่า เพื่อความก้าวในชีวิตสืบต่อไป

9. ขยันดี การวางแผนดีในทุกมิติ การมีวินัยคือการวางแผนในทุกวัน ทุกอาทิตย์ เดือน ปี และหลายปีข้างหน้า การมียุทธศาสตร์ตนเองทำง่าย บันทึกช่วยจำ ก่อนไปทำงาน ก่อนกลับบ้าน ใช้เวลาดูคิดไตร่ตรองแผนงาน หรือประเมินตนเองให้เหมาะสม

10. จริยธรรมดี การดำรงตนให้มีทัศนคติที่ดีเชิงจริยธรรม เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ

การดำรงไว้ซึ่งการมีคุณธรรม และทัศนคติเชิงบวกอย่างมีคุณค่า การวางกรอบความคิดเพื่อสร้างจริยธรรมคุณธรรมถือเป็นส่วนสำคัญในการวางกรอบชีวิตที่ดีมีคุณค่าอยู่อย่างสมสง่าน่าเชื่อถือมีคุณค่าตลอดไป
การสร้างพลังเชิงบวกให้กับชีวิตเพื่อรับปีใหม่สำคัญยิ่งสำหรับการปรับชีวิตให้อยู่อย่างสมดุลและทรงคุณค่า ปัญหาใหญ่จำเป็นต้อง สร้างมาตรฐานวินัยให้เกิดกับตนเองและผู้อื่น
ทั้งนี้ การวางแผน การจัดการทั้ง 10 ประการอาจจะดูไม่ง่ายในการฝืนใจกิเลส
แต่สิ่งที่ได้จะทรงคุณค่า คือได้ทำสิ่งดีรับปีใหม่
อย่าโกรธใครจนเป็นความเคียดแค้น

ปล่อยวางจากสิ่งสมมุติบ้างจะมีความสุข
ปล่อยใจกับเสียงเรียกร้องภายในตนเองอย่างมีสติ
ขอให้สุขกาย สุขใจ ตลอดปีใหม่ 2555


ขอบคุณ มติชนออนไลน์  คุณชลวิทย์ เจียรจิตต์

ทุกข์ที่สุด จะหลุดได้อย่างไร

อย่า กลัวว่าความทุกข์นั้น จะมีตลอดไป... อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไข... หนทางที่เร็วที่สุดคือ เปลี่ยนอารมณ์... ท่านใดมีทุกข์ ขอให้มันผ่านไปโดยเร็วครับ.....
         
             ในเรื่องความทุกข์ที่สุดนี้ ธรรมะในพระพุทธศาสนาสอนให้เราแก้เรื่องนี้ได้ทันที ด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้ที่เราไตร่ตรองเองได้ และด้วยประสบการณ์ในอดีตของเราทุกคน ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อด้วยเหตุ 10 อย่าง เช่นด้วยเหตุผลว่าผู้สอนเป็นครูของเรา และอื่นๆ รวมสิบประการ แต่จะให้เชื่อก็ต่อเมื่อไตร่ตรองรู้ได้ด้วยตนเองจึงเชื่อ การจะไตร่ตรองให้รู้ได้ด้วยตนเอง จะมีได้ก็ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาแล้ว ดังนั้นประสบการณ์ในอดีตจึงเป็นธรรมะที่เราตรึกตรองได้เช่นกัน
              เมื่อความทุกข์ที่สุดมาถึง สิ่งที่ควรระลึกถึงมีสองสามอย่างคือ หนึ่ง อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้นจะมีตลอดไป เพราะมันจะไม่คงอยู่ตลอดไป เดี๋ยวมันก็จางไป สอง อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เพราะจะมีทางแก้ไขเสมอ เพียงแต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออกเท่านั้น สาม อย่านึกว่าต่อไปนี้เราจะไม่ได้รับสิ่งดีๆ อีก เพราะเมื่อทุกข์ผ่านไป เราจะยังมีความสุข สนุกสนาน ได้อย่างเดิมแน่นอน และสุดท้ายคือ ให้นึกถึงคนข้างหลัง ที่เขาจะต้องเศร้า ได้รับการกระทบกระเทือน จากการกระทำด้วยอารมณ์ของเรา เมื่อทุกข์ที่สุดมาถึงสิ่งที่เราต้องทำทันที ในขณะที่ยังตั้งตัวปรับใจไม่ทันก็คือ รีบหาทางเปลี่ยนอารมณ์ เมื่อเราไปเจอคนอื่นทุกข์สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือช่วยเปลี่ยนอารมณ์เขา ก่อน จากนั้นสติจึงจะตามมา
             ความทุกข์ที่มากสุดจะแก้ได้เร็วและ ง่ายที่สุด ด้วยการเปลี่ยนอารมณ์ ดึงอารมณ์ออกจากสถานการณ์นั้นก่อน อาจง่ายๆ เพียงแค่ทำอะไรที่ชอบ ฟังเพลง ดูหนัง หาของอร่อยกิน ชวนเพื่อนไปเที่ยว ชวนคุยเรื่องอื่น ลืมเรื่องทุกข์ไปชั่วคราวก่อน บางทีก็เบาบางได้เอง ที่สำคัญถ้ามีเพื่อนดี จะเบาบางไปได้มากที่สุด ที่ไม่ควรทำคือดื่มสุรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ควรหันไปดื่มเหล้าเบียร์ เพราะการกินเหล้าก็ดับทุกข์ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะมีข้อเสียกว่าคือ จะยิ่งโกรธง่าย น้อยใจง่ายและโมโหง่ายกว่าเดิม และไม่มีสติยับยั้งความโกรธ หรืออารมณ์ที่รุนแรงเหล่านั้น เมื่อเปลี่ยนอารมณ์ได้ ใจจะเข็มแข็งมากพอที่จะแก้ในขั้นต่อไป
            ขั้นต่อไปคือพยายามตั้งใจใช้สติคิดว่า จะแก้ได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล สายไปแค่ไหนแล้วและแก้ได้หรือไม่ ทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าแก้ไม่ได้ ขั้นสุดท้ายคือ ทำให้ใจของเรายอมรับสิ่งนั้นให้ ได้ ใจของเราจะยอมรับได้ คิดได้ ปลงตกได้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ
             ท่านพุทธทาสภิกขุ สอนว่า โดยสรุปรวมในธรรมะของพระพุทธเจ้า อาจสรุปเป็นแบบหนึ่งได้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นเป็นเพราะในความเป็นจริง สิ่งทั้งหลายย่อมไม่ได้ดั่งใจเรา มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาด้วยเหตุและปัจจัย จึงไม่สมควรที่จะไปหลงยึดมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา สิ่งทั้งหลายไม่ได้ดั่งใจทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร รวยเพียงใด อำนาจล้นฟ้าขนาดไหน ต่างก็มีความทุกข์ประจำตัวประจำอยู่ทุกคนทั้งสิ้น เมื่อคนคนหนึ่งประสพอุบัติเหตุขาขาด สองข้าง เขาจะรู้สึกอยากตายไม่อยากอยู่ จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แต่ผ่านไปสักสองปี ไปดูอีกทีกำลังหัวเราะอยู่เพราะดูละคร ส่วนเรื่องขาขาดก็นั่งรถเข็นเอา และก็ชินเสียแล้ว ไม่เสียใจมากเหมือนตอนขาขาดใหม่ๆ บางคนแฟนตายไปเสียใจแทบตายตาม ผ่านไป 3 ปี มีแฟนใหม่แล้ว มีความสุขดีมากเลย ความทุกข์จึงเป็นของไม่เที่ยงเสมอ เช่นเดียวกับความสุข เพียงแต่ว่าตอนทุกข์ ให้ผ่านวันเวลาไปได้ ไม่ด่วนตายไปเสียก่อน เมื่อทุกข์ผ่านไป จะมีสิ่งดีๆ ตามมาได้แน่นอน
              และเมื่อมองย้อนไป ความทุกข์เหล่านั้นมันก็เท่านั้นเอง เมื่อเราอ่านมาถึงตอนนี้ ก็ขอให้ลองใช้เวลานี้ นึกถึงอดีตที่มีทั้งทุกข์และสุขของเราดู อดีตนั่นแหละที่จะสอนตัวเราในความจริงแห่งธรรมะ ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่สอนว่าเมื่อเราพิจารณาได้เอง ว่านี้เป็นสิ่งดีหรือไม่ดีแก่จิตใจจึงค่อยเชื่อ การจะพิจารณาได้อย่างนั้น จะต้องมีประสบการณ์ในความรู้สึก แบบนั้นในอดีตมาก่อน อดีตจึงเป็นธรรมะที่สอนใจได้เป็นอย่างดี
              ทุกข์ที่สุดจะเกิดจาก ความยึดมั่นถือมั่นที่สุด สิ่งใดที่เรารักมากยึดมากว่าเป็นตัวเราหรือของเรา สิ่งนั้นถ้าขาดหายไปจะทำให้ทุกข์ถึงที่สุด ถ้าเรารักความสวยงาม เมื่อเสียโฉมจะทุกข์ที่สุด ถ้าเรารักสามีหรือภรรยา เมื่อเขานอกใจ หรือเสียเขาไปจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักลูก ลูกหายหรือพิการหรือตายจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักยศถาบรรดาศักดิ์เมื่อสูญเสียจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักตนเอง เมื่อทราบว่าตนป่วยเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ หรือโรคที่รักษาไม่หายก็จะทุกข์ที่สุด
             แต่ถ้าเราไม่มีสิ่งนั้นเลย ก็ไม่มีอะไรจะทุกข์กับสิ่งนั้น ไม่มีลูกก็ไม่ทุกข์กับลูก ไม่มีแฟนก็ไม่มีทุกข์จากแฟน ไม่มีทรัพย์สิน ก็ไม่ทุกข์กับทรัพย์สิน หรือถ้าเรามีแต่ทำใจไว้เสมือนไม่มี หรือทำใจไว้ว่าของที่มีมันไม่เที่ยงย่อมแปรปรวนไป ก็จะทุกข์น้อยลง ยิ่งยึดมั่นได้น้อยลงเท่าไรก็ทุกข์น้อยลงเท่านั้นเป็นสัดส่วนไป เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่ทุกข์เลย หมายความว่าไม่มีอะไรทำให้ทุกข์ใจได้อีกเลย แต่ความเจ็บปวดยังมีตราบเท่าที่มีสังขารร่างกายอยู่ เพียงแต่ความทุกข์กายอันนั้น จะไม่สามารถมากินใจให้ทุกข์ใจได้เลย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้น มักเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคิดจะทำความดี เพราะธรรมชาติของเราจะหลงลืมและเพลินในสุข ซึ่งความสุขส่วนมากที่เราชอบ มักจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงทั้งสิ้น พระพุทธองค์เห็นข้อนี้จึงสละทุกสิ่งออกบวชแสวงหาธรรมะ แต่อย่างเราๆ มักจะไม่คิดเรื่องนี้จนกว่าจะทุกข์ เสียก่อน เราจึงพบว่าคนจำนวนมาก ได้ประพฤติธรรมะ ได้ทำสิ่งดีๆ แก่ตนและผู้อื่นเพราะประสพกับความทุกข์มาแล้ว ดังนั้นเมื่อมีทุกข์นั่นคือเราได้อยู่ใกล้ธรรมะแล้ว ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ก็มักจะมีสิ่งดีโอกาสดี และเราเองก็จะดำรงอยู่ในความดีมากขึ้น ความทุกข์และความสุขเป็นของคู่โลกเช่นนี้มาตลอด
               เมื่อ เราทุกข์หรือพบคนที่ทุกข์ อย่าลืมเปลี่ยนอารมณ์ ตั้งสติหาทางแก้ไข ใช้ความดีเอาชนะสิ่งไม่ดี ทุกข์ย่อมไม่เที่ยง ย่อมผ่านไป เป็นธรรมดา และเราก็มีโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดี ได้ปรับปรุงตนเป็นคนดีเสมอ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน
ขอบคุณบทความดี ๆ จาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=moopanda23

แนวคิดเพื่อสุขภาพจิตที่ดี

วันนี้มีแนวคิดดีที่จะทำให้ท่านมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้มาฝากกันครับ
ธรรมะ 4 ประการเพื่อสุขภาพจิตที่ดี

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดผู้อื่น แสดงว่าเป็นคนหลงตัวเองว่าดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเองลองมองคนและมองโลกในแง่ดีนะครับ จากที่กำลังทุกข์อยู่ก็จะมีความสุขขึ้นมาได้ครับ

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
เคยได้ยินมั๊ยครับ  แข่งกันดีไม่ดีซักคน ผลัดกันดีได้ดีทุกคน
ถ้าคุณมัวแต่คิดริษยาใคร ก็ต้องรอให้เขามีความทุกข์เท่านั้น คุณถึงจะมีความสุขได้
ทำอย่างนี้ไม่ดีเลย เราไม่ควรจะเอาชีวิตของไปผูกติดกับคนอื่น อย่าไปริษยาเขาเลยครับ แบ่งปันความรักให้กันดีกว่า แล้วก็ปล่อยเขาไปนะครับ จิตใจของเราจะได้เป็นสุขครับ

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ มัวนึกถึงแต่ความผิดพลาดในอดีต
ถ้าก้อนหินนั้นหนักมากก็วางลงเถอะครับ  อย่าแบกเอาไว้เลย เก็บไว้เป็นบทเรียนก็พอ
คนที่สลัดความหลังไม่ออก ก็เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมกับแบกสัมภาระต่างๆ ไว้ที่หลังมากมาย
ถ้าคุณกำลังรู้สึกแย่ เป็นทุกข์จิตใจห่อเหี่ยว เครียดกังวลกับเรื่องที่ผ่านมา
อย่าปล่อยให้เรื่องนั้นให้คั่งค้างอยู่เลยครับ  รีบสะสางให้เรียบร้อย
หรือถ้าคุณทำอะไรไม่ได้แล้วก็พยายามลืมเรื่องนั้นเสีย
แล้วหันมาตั้งใจอยู่กับเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือครอบครัวในปัจจุบันจะดีกว่านะครับ
4. อย่าเครียด ไม่อย่างนั้นจะทำให้สุขภาพกายพลอยแย่ลงไปด้วย


โรคหรือความบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคนเรานั้น บางทีก็มีสาเหตุมาจากจิตใจนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดการกับจิตใจได้ โรคต่างๆ ก็จะบรรเทาลงได้เช่นกันครับ
จากรายการ เฮลที เฮลที โดย Metrobus

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

คำวิจารณ์ที่ต้องยอมรับ

      ผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่พวกเขาจะรู้ตัวและยอมรับว่าตัวเองเคยล้มเหลวมาก่อน รวมทั้งต้องเอาชนะอุปสรรคที่ว่าและผ่านมันมาให้ได้ โดยเฉพาะการเอาชนะคำวิพากษ์วิจารณ์จากหลายกลุ่มหลายคนทั้งที่รู้จักและไม่เคยรู้จักมาก่อน (คุณก็รู้ดีว่าเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ในประเทศนี้จะถูกบอกต่อกันไปรวดเร็วแค่ไหน) ผู้ที่ประสบความสำเร็จ (กลุ่มเดิม) ยอมรับว่าการอยู่รวมกับคำวิจารณ์อย่าง  มีความสุข มีความสำคัญเทียบเท่ากับการประสบความสำเร็จในอนาคต พวกเขาจึงต้องปรับตัวยอมรับสารพัดคำวิจารณ์และเรียนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นอย่างไร ซึ่งต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจคำวิจารณ์ 2 ประเภทที่ส่งผลกระทบและมีอิทธิพลกับคุณโดยตรง
      ทำความเข้าใจ 2 ประเภทคำวิจารณ์
        ประเภทคำวิพากษ์วิจารณ์มีหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะมาใน 2 รูปแบบด้วยกัน คือ        ในเชิงทำลาย (ล้าง) และเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามคุณจำเป็นจะต้องจัดการกับคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองประเภทด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติกับมันด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป
      เชิงทำลาย : คนทั่วไปมักจะมองภาพของการวิพากษ์วิจารณ์ผิดเพี้ยนและมักจะมีอคติว่าทุกว่าทุกคำวิพากษ์จะต้องส่งผลในทางลบต่อสภาพจิตใจ โดยเฉพาะปัญหาของคนทำงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ยุติธรรมจนสูญเสียความมั่นใจเฉพาะบุคคลเสียสมดุล ทำให้เขาดูด้อยค่าและมีประสิทธิภาพ ลดน้อยลงในการทำงาน
      ตัวอย่างที่ดีสำหรับคำวิจารณ์ในลักษณะนี้ไม่ต่างอะไรไปจากการที่หัวหน้าบอกกับคุณว่า        “คุณทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ลงไปได้ยังไง คุณกำลังคิดอะไรอยู่” ไปจนถึงขั้น “ไม่รู้ทำไมผมถึงตัดสินใจ เซ็นอนุมัติจ้างคุณเข้ามาทำงานตำแหน่งสำคัญในบริษัทของเราได้” ถ้าต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้   คงยากทีเดียวที่คนมีอีโก้ (Ego) จัดอย่างคุณจะทนไหว ในเวลานั้นคุณอาจได้รับคำปลอบใจที่คุ้นเคยอย่าง “ลองมองในมุมกลับกันสิ เขาอาจกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาแก้ปัญหาที่ผ่านมาก็ได้” แต่อย่าลืมว่าสำหรับบางคนแล้ว ไม่ใช่! และสุดท้ายก็จบลงด้วยการออกจากงานและทิ้งปัญหาไว้ให้คนข้างหลังต้องสะสางกันต่อซ้ำแล้วซ้ำอีก
         เชิงสร้างสรรค์: หลังจากเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ในด้านติดลบ ที่ใช้อารมณ์ ไร้เหตุผล และ    ไม่ชี้แนะทางออกให้แล้วต่อไปลองมาพิจารณาคำวิจารณ์ที่ส่งผลในด้านบวกกันบ้าง ตัวอย่างที่ชัดเจน    ก็หนีไม่พ้นตัวอย่างเดิม แทนที่จะพูดว่า “คุณทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ลงไปได้ยังไง คุณกำลังคิดอะไรอยู่” หรือ “ไม่รู้ทำไมผมถึงตัดสินใจเซ็นอนุมัติจ้างคุณเข้ามาทำงานตำแหน่งสำคัญในบริษัทของเราได้” เจ้านายที่น่านับถือควรจะมีวิธีการวิจารณ์แบบประนีประนอมพร้อมข้อเสนอแนะว่า “ขอบคุณสำหรับรายงานของคุณนะ ผมเห็นความพยายามของคุณที่ทุ่มเทให้กับงานแต่ผมยังหวังว่าคุณน่าจะทำมัน     ได้ดีกว่านี้อีกหน่อย เนื้อหายังแข็งไป หรือไม่คุณก็น่าจะเพิ่มกราฟ สร้างความน่าเชื่อถือเข้าไป” นี่คือตัวอย่างคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ที่จะทำให้หลายคนมีกำลังใจทำงานต่อไป เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการทำงานเป็นทีมและการแก้ปัญหาร่วมกัน
      เปลี่ยนลบเป็นบวก  คุณเป็นคนเลือก
      ถึงแม้ว่าทัศนคติจะเปลี่ยนยากอย่างที่หลายคนรู้ แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปที่จะพลิกสถานการณ์โดยนำการวิพากษ์วิจารณ์เชิงทำลายมาแปลงสภาพให้กลายเป็นเชิงสร้างสรรค์ ถ้าที่ผ่านมาคุณต้องเจอกับสถานการณ์และคำวิจารณ์ลบ ๆ ทั้งจากเจ้านาย ทั้งจากคนรอบตัวรวมทั้งคนที่ไม่รู้จัก ลองทำตามขั้นตอนข้างล่างนี้ดู
      ขั้นตอนแรก คุณต้องกลับไปทำความเข้าใจกับสถานการณ์เหล่านั้นว่ามันเป็นความจริงหรือ พวกเขามองคุณผิดไป (ถ้าจริงก็ก้มหน้ายอมรับเสียโดยดี แล้วไปต่อที่ขั้นตอนที่ 2)
      ขั้นตอนที่สอง ถาม “นักวิจารณ์” ของคุณตรง ๆ ว่าพวกเขาไม่พอใจงานในส่วนไหนและ  เพราะอะไร แล้วลองถามหาข้อเสนอแนะจากพวกเขาดูว่า ถ้าเป็นกรณีของตัวเอง พวกเขาจะแก้มันให้ดีขึ้นยังไง ถ้าพวกเขาเพียงแต่ซ้ำเติมและไม่สามารถช่วยคุณได้จงลืม ๆ คำวิจารณ์เหล่านั้นซะและบอกกับตัวเองว่า คุณได้ทำดีที่สุดแล้ว (เพราะบางคนก็แค่อยากหาเรื่องและซ้ำเติมคนอื่นก็เท่านั้น)
      ขั้นตอนที่สาม ไหน ๆ ปัญหาก็เกิดขึ้นและคุณก็ได้รับคำวิจารณ์ไปเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องฮึดสู้และแสดงให้เห็นว่าคุณก็มีวิธีของคุณเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน หลังจากนั้นก็จัดการแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคุณมีวิธีการเจ๋ง ๆ ที่จะจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างแนบเนียนอย่างไร
      ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่เปรียบได้กับการประเมินว่าคุณได้แก้ปัญหาตรงจุดแค่ไหน แล้วตามด้วยการเช็คเรตติ้งเล็ก ๆ ว่า “ใคร ๆ” ในที่ทำงานเลิกมองคุณในทางเสียๆ หายๆ แล้วหรือยังเพียงแค่ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ก็ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนได้    เพราะสุดท้ายคุณก็จะอยากขอบคุณ คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นประโยชน์เหล่านั้นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขสถานการณ์ และกู้ภาพลักษณ์ดี ๆ ที่เสียไปให้กับคืนมา

 แหล่งที่มา :นิตยสาร GM ฉบับที่ 370 เดือนพฤษภาคม  บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน)