ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ
คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ
เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง
จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว
ความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว
----------------------------------------- ธนินท์ เจียรวนนท์
ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า
แต่ถ้าวันใด ที่เขื่อนนั้นเปราะบาง และโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง
ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
โหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น
แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม
------------------------------------------- เจริญ สิริวัฒนภักดี
ผมจะก้าวหน้าไปสักก้าว ก็ต้องเจออะไรมากระทบ
แต่เราก็พยายามที่จะก้าวใหม่ อีกย่างหนึ่ง
แบงค์กรุงเทพฯเคยถูกกระทบตลอดเวลา และไม่เคยท้อถอย
-------------------------------------------- ชาตรี โสภณพนิช
เจี้ย ยู่ เล้ง โจ้ว ซื่อ ยู่ โฮ้
แปลเป็นไทยได้ความว่า
กินข้าวต้องเร็วเหมือนมังกร
ทำงานต้องทำให้เหมือนเสือ
และก็ไม่แต่ผมคนเดียวเท่านั้น ลูกๆ ทุกคนก็ปฏิบัติอย่างนี้
-------------------------------------------- บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา
ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ
คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง
แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน
------------------------------------------ อนันต์ กาญจนพาสน์
จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา
เพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไป มักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา
มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา
แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา
ผมบอกลูกน้องของผมว่า
เราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
------------------------------------------- พรเทพ พรประภา
ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ
ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่า
ลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้ว
ลูกค้าพอใจแค่ไหนอย่างไร ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียว
เพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้อง
อาจเกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้
------------------------------------------------ ประกิต อภิสารธนรักษ์
ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า
มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด
หรือแม้แต่เลวที่สุด
เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุด
ได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว
คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว
----------------------------------------------- ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม
คุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ
และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆ
ให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว
----------------------------------------------- ชวน ตั้งมติธรรม
มีหลักในการบริหารงาน ไม่กี่ประการ
1. ต้องลับคมอยู่เสมอ
2. ไม่กลัวงาน เมื่อคิดจะทำอะไรต้องทำทันที และ
3. ต้องรักษาคำพูด
-----------------------------------------------คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
เวลามีปัญหาในองค์กร ปัญหาชีวิตและสุขภาพ
จะมีทางแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายหลายรูปแบบ
แต่ที่สำคัญต้องมีสติ และมีความรักเป็นพื้นฐานสำคัญ
จากนั้นจึงค่อยใช้ปัญญา เพราะปัญญาช่วยให้มองเห็นหนทาง
ของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนที่สุด
----------------------------------------------- ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์
1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน
----------------------------------------------ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์
ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้าง
ควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ
การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้
นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น
ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
-------------------------------------------- โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ
ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่
ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันที
และเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น
ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก แต่ที่ได้รับคำแนะนำ
ว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ก่อนเป็นอันดับแรก
------------------------------------------ อมรเทพ ดีโรจนวงศ์
บทความจาก tamdee.net
คำคม
วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555
ความสุข...
..น้ำในตากับฝนโปรยปราย
ดอกไม้กำลังบานใต้แสงตะวัน
แม่น้ำลำคลองเอ่อล้นจนเต็มริมฝั่ง
เสียงดนตรีหรือสายลมโชย
ใบไม้ร่วงโรยกับเมฆสีดำ
ชีวิตนั้นจะชอกช้ำหรือสวยงามแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้
โมโหโกรธากับฟ้าคะนอง
ชื่อเสียงเงินทองลาภยศรางวัล
ชีวิตนั้นจะโศกสันต์หรือรื่นเริงแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้
จึงอยากบอกเธอนะคนดี
ใช้ชีวิตให้มีความสุข
ด้วยวันและเวลาที่เธอมี
เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้..
โดย - นภ พรชำนิ (Ost. ความสุขของกะทิ) by บอย โกสิยพงษ์
ดอกไม้กำลังบานใต้แสงตะวัน
แม่น้ำลำคลองเอ่อล้นจนเต็มริมฝั่ง
เสียงดนตรีหรือสายลมโชย
ใบไม้ร่วงโรยกับเมฆสีดำ
ชีวิตนั้นจะชอกช้ำหรือสวยงามแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้
โมโหโกรธากับฟ้าคะนอง
ชื่อเสียงเงินทองลาภยศรางวัล
ชีวิตนั้นจะโศกสันต์หรือรื่นเริงแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้
จึงอยากบอกเธอนะคนดี
ใช้ชีวิตให้มีความสุข
ด้วยวันและเวลาที่เธอมี
เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้..
โดย - นภ พรชำนิ (Ost. ความสุขของกะทิ) by บอย โกสิยพงษ์
วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555
หลักการแบ่งเวลาของขงเบ้ง
เมื่อขงเบ้งสอนเล่าปี่เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเวลา
ทุกวันทุกคนบนโลกใบนี้มีเวลาเท่าเทียมกันคือ 24 ชม. อย่างไรก็ดี มองจากแง่มุมของเศรษฐศาสตร์ เวลาของทุกคนมีคุณค่าไม่เท่ากัน การบริหารเวลาของแต่ละคนจึงหมายถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความพ่ายแพ้
ค่า ของเวลาเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพ ซึ่งในแง่ธุรกิจคือต้นทุน ฉะนั้นสถาบันศึกษาทุกแห่งที่สอนวิชาการบริหารธุรกิจจึงมีหลักสูตรเกี่ยวกับ การบริหารเวลา
ครั้งหนึ่ง เล่าปี่ ขอขงเบ้งให้แนะนำวิธีสร้างตนเป็นอภิมหาเศรษฐีแห่งดินแดน ขงเบ้ง ว่างานใหญ่เช่นนี้ต้องวางแผนและรู้จักบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
เล่าปี่ กล่าวว่า "ข้าฯ เห็นด้วยในหลักการแต่ทว่าข้าฯมีงานมากมายที่ต้องทำทุกวันจนเวียนเกล้าเวียน ศีรษะ ไม่เคยมีเวลาพอที่จะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย"
ขงเบ้ง บอกให้ลูกน้องไปเตรียมก้อนหิน ก้อนกรวด ก้อนทราย และน้ำจำนวนหนึ่ง พร้อมถังเหล็กใหญ่หนึ่งใบ
เล่าปี่ถามด้วยความแปลกใจ "ท่านเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร?"
ขงเบ้งยิ้มอย่างมีเลศนัย พร้อมกับตอบด้วยคำถามว่า "ท่านบริหารเวลาด้วยวิธีใด?"
เล่าปี่ตอบว่า "ข้าฯเคยคิดว่า ข้าฯมีเทคนิคที่ดีอยู่แล้ว คือใช้วิธีมอบหมาย ข้าฯมีผู้ช่วยอยู่รอบด้านตั้งแต่กวนอู เตียวหุย เจ้าหยุน ฯลฯ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ด้านต่างๆ แต่งานทั้งหลายก็ยังพันกันอีรุงตุงนัง ไม่สามารถปรับให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นได้ เดิมข้าฯคิดว่าคือแมลงวันไม่มีหัวอยู่ตัวเดียว แต่หลังการใช้ระบบมอบหมายงาน กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันบริษัทมีแมลงวันหัวขาดเป็นฝูง!!
ขงเบ้งฟังแล้วจึงเริ่มอธิบายว่า "เทคนิคการบริหารเวลาสามารถแบ่งเป็น สูง กลาง และต่ำ สามขั้น
ขั้นต่ำเน้นการใช้เศษกระดาษบันทึก
ขั้นกลาง เน้นการใช้แผนดำเนินงาน และตารางโปรแกรมประจำวันซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผน
ส่วน ขั้นสูง เน้นการจัดการโดยแบ่งแยกประเภทของหน้าที่การงานตามดีกรีความสำคัญของงาน เพื่อพิจารณาลำดับความเร่งด่วนในการจัดการงานดังกล่าว
ทั้งสามขั้นอันดับต่างมีเรื่องการมอบหมายงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วยตามความต้องการของปริมาณและลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชิ้น
ขั้นกลาง เน้นการใช้แผนดำเนินงาน และตารางโปรแกรมประจำวันซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผน
ส่วน ขั้นสูง เน้นการจัดการโดยแบ่งแยกประเภทของหน้าที่การงานตามดีกรีความสำคัญของงาน เพื่อพิจารณาลำดับความเร่งด่วนในการจัดการงานดังกล่าว
ทั้งสามขั้นอันดับต่างมีเรื่องการมอบหมายงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วยตามความต้องการของปริมาณและลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชิ้น
เล่า ปี่สารภาพว่า "หากพิจารณาตามการแบ่งขั้นของเทคนิคการบริหารเวลาแล้ว ข้าฯยอมรับว่าวิธีของข้าฯอยู่ที่ขั้นต่ำ เพราะใช้แค่ส่งสลิปบันทึก ขงเบ้งชี้ไปที่ถังเหล็กกับกองวัสดุที่ผู้ช่วยได้เตรียมเสร็จไว้มุมห้องพร้อม กล่าวว่า
"คำตอบของการบริหารขั้นสูงอยู่ในถังเหล็กใบใหญ่นี้แหละ!
ความจุของถังนี้เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง
ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน
ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน
เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ
และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน"
งานไม่เร่งด่วน แต่สำคัญ (ก้อนหิน)
-โครงการใหม่หรือการริเริ่มใหม่ (นวตกรรม)
-กฎระเบียบ
-การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
-การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน
-มาตรการในการป้องปราม
งานสำคัญและเร่งด่วน (ก้อนกรวด)
-วิกฤตการณ์
-ปัญหาที่ประชิดตัว
-งานที่มีกำหนดเวลาแน่นอน
(ยกตัวอย่างในปัจจุบัน ความจุของถังนี้เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง
ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน
ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน
เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ
และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน"
งานไม่เร่งด่วน แต่สำคัญ (ก้อนหิน)
-โครงการใหม่หรือการริเริ่มใหม่ (นวตกรรม)
-กฎระเบียบ
-การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
-การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน
-มาตรการในการป้องปราม
งานสำคัญและเร่งด่วน (ก้อนกรวด)
-วิกฤตการณ์
-ปัญหาที่ประชิดตัว
-งานที่มีกำหนดเวลาแน่นอน
งานเร่งด่วน แต่ ไม่สำคัญ (เม็ดทราย)
-รับรองแขกที่ได้ไม่รับเชิญ
-จัดการกับจดหมาย เอกสาร โทรศัพท์ทั่วไป
-ประชุมทั่วไป
-กิจกรรมทั่วไป ที่ไม่สำคัญ
-รับรองแขกที่ได้ไม่รับเชิญ
-จัดการกับจดหมาย เอกสาร โทรศัพท์ทั่วไป
-ประชุมทั่วไป
-กิจกรรมทั่วไป ที่ไม่สำคัญ
งานไม่เร่งด่วน และ ไม่สำคัญ
-งานจุกจิกทั่วไปที่ทำไม่ทำก็ได้
-งานเลี้ยงสังสรรค์ทั่วไปที่ไม่จำเป็น
-กิจกรรรมที่น่าสนใจทั่วไป
-งานจุกจิกทั่วไปที่ทำไม่ทำก็ได้
-งานเลี้ยงสังสรรค์ทั่วไปที่ไม่จำเป็น
-กิจกรรรมที่น่าสนใจทั่วไป
"ปกติท่านเน้นงานประเภทใด?" ขงเบ้งถาม
"ก็ต้องเป็นประเภท "ก." เล่าปี่ตอบอย่างไม่ลังเล "แล้วงานประเภท ข. ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อไป
เล่าปี่ตอบว่า "ข้าฯตระหนักถึงความสำคัญของงานประเภท ข. แต่ก็ไม่มีเวลาพอที่สนใจมัน"
เล่าปี่ตอบว่า "ข้าฯตระหนักถึงความสำคัญของงานประเภท ข. แต่ก็ไม่มีเวลาพอที่สนใจมัน"
"เป็นอย่างนี้ใช่ไหม" ขงเบ้งถาม พราง
ใส่กรวดลงไปในถังเหล็กจนเต็มแล้วพยายามใส่ก้อนหินเข้าไปซึ่งใส่ไม่ได้
เล่าปี่ตอบว่า "ใช่!"
ใส่กรวดลงไปในถังเหล็กจนเต็มแล้วพยายามใส่ก้อนหินเข้าไปซึ่งใส่ไม่ได้
เล่าปี่ตอบว่า "ใช่!"
"และหากเปลี่ยนวิธีบรรจุใหม่ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อ พลางใส่ก้อนหินทีละก้อนเข้าไปในถังก่อนจนใส่ไม่ได้ แล้วจึงถามเล่าปี่อีกว่า "ตอนนี้ถังเหล็กเต็มแล้วจะใส่อะไรลงไปอีกไม่ได้ใช่ไหม?" ซึ่งเล่าปี่ตอบว่า "ใช่"
"จริงหรือ?" ขงเบ้งถามแล้วหยิบก้อนกรวดใส่เข้าไปข้างบนถังแล้วเขย่าให้ก้อนกรวดตกลงไปในถังจนหมด "บัดนี้ถังเหล็กใบนี้ใส่อะไรลงไปอีกได้หรือไม่?" ขงเบ้งพูดพรางเทเม็ดทรายลงไปอีกจนหมด
"แล้วทีนี้ละ? ใส่อะไรลงไปอีกได้ไหม?" ขงเบ้งถามต่อไป
แต่ก่อนที่เล่าปี่มีโอกาสตอบ ขงเบ้งก็ตักน้ำที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในถังเหล็กอีกจนหมด "ตอนนี้ท่านเข้าใจความหมายของการทดลองนี้แล้วหรือยัง?"
เล่าปี่ตอบว่า "เข้าใจแล้ว นี่คือสิ่งที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่เกี่ยวกับการจัดการแบบแยกประเภท และเลือกการจัดการก่อนหลังใช่ไหม?"
ขงเบ้ง ตอบว่า "ใช่แล้ว การทดลองชี้ให้เห็นว่าหากถังเหล็กตั้งแต่แรกก็เติมเต็มไปด้วยก้อนกรวด ทราย และน้ำ ก็คงไม่มีโอกาสใส่ก้อนหินลงไปได้
แต่ ถ้าใส่ก้อนหินลงไปก่อนในถังยังมีเนื้อที่ที่จะใส่สิ่งอื่นๆ เข้าไปได้อีก ดังนั้น การบริหารเวลาที่ได้ผลต้องดูว่า อะไรคือก้อนหิน อะไรคือก้อนกรวด เม็ดทราย และน้ำ ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ต้องใส่ก้อนหินลงไปในถังเป็นอันดับแรก"
แต่ ถ้าใส่ก้อนหินลงไปก่อนในถังยังมีเนื้อที่ที่จะใส่สิ่งอื่นๆ เข้าไปได้อีก ดังนั้น การบริหารเวลาที่ได้ผลต้องดูว่า อะไรคือก้อนหิน อะไรคือก้อนกรวด เม็ดทราย และน้ำ ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ต้องใส่ก้อนหินลงไปในถังเป็นอันดับแรก"
เล่าปี่ยังถามว่า "แล้วการวิเคราะห์แยกแยะเรื่องต่างๆ ออกเป็นสี่หมวดนี้มีผลอย่างไรล่ะ?"
ขงเบ้งตอบว่า "บุคคลจำพวกที่ว่าวุ่นอยู่กับเรื่องราวประเภทก้อนกรวด ย่อมมีความรู้สึกถูกเวลากดดันและวนเวียนอยู่ในแดนวิกฤตจนอ่อนล้า
พวกที่เน้นเรื่องประเภทเม็ดทรายจะขาดพลังสร้างสรรค์ ชอบฟังคำพูดเพราะหู คบคนแบบผิวเผิน
พวกที่นิยมเรื่องราวประเภทน้ำมักบกพร่องเรื่องสำนึกรับผิดชอบ แม้กระทั่งเรื่องสารทุกข์สุกดิบของตนเอง"
พวกที่เน้นเรื่องประเภทเม็ดทรายจะขาดพลังสร้างสรรค์ ชอบฟังคำพูดเพราะหู คบคนแบบผิวเผิน
พวกที่นิยมเรื่องราวประเภทน้ำมักบกพร่องเรื่องสำนึกรับผิดชอบ แม้กระทั่งเรื่องสารทุกข์สุกดิบของตนเอง"
เล่าปี่ถามว่า "เป็นไปได้ไหมที่ว่าถ้าเน้นก้อนหินมากเกินไปจะมองข้ามก้อนกรวด เพราะก้อนกรวดมากับความเร่งด่วน?"
"ท่านทราบไหมว่าก้อนกรวดมาจากไหน? ก็มาจากก้อนหินที่แตกสลายไง!" ขงเบ้งตอบ
"คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประเภทก้อนหินจะมีก้อนกรวดน้อย คนที่เน้นก้อนกรวดก็จะมีก้อนกรวดเยอะตลอด"
"คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประเภทก้อนหินจะมีก้อนกรวดน้อย คนที่เน้นก้อนกรวดก็จะมีก้อนกรวดเยอะตลอด"
ขงเบ้ง สอนต่อไปว่า "คนที่อิงเรื่องประเภทก้อนหินเป็นคนมีประสิทธิภาพ เพราะเขาจะเก่งในการวิเคราะห์สถานการณ์ เวลา และสิ่งแวดล้อม สามารถจับประเด็นหลักของปัญหา สามารถจัดการกับเรื่องเร่งด่วนและควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกินกว่าเหตุ กล้าฟันธงและใช้มาตรการป้องปราม บุคคลจำพวกนี้จะมีวิสัยทัศน์ มีอุดมการณ์ เคารพระเบียบ สามารถควบคุมตัวเอง ดำเนินชีวิตอย่างมีวินัย และสามารถทำงานชิ้นใหญ่ได้
เล่าปี่ชื่นชอบทฤษฎี "วัตถุในถัง" ของขงเบ้งเป็นอย่างมาก พร้อมกับสารภาพว่า "มาวันนี้ข้าฯถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า การต่อสู้ของข้าฯทำไมจึงยังลุ่มๆ ดอนๆ เพราะแม้ว่าข้าฯมีขุนพลเก่งๆ เช่น กวนอูและเตียวหุย แต่พวกเขาจะก้าวหน้าได้อย่างไรตราบใดที่คนที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างพวกเขาจมปลักอยู่กับเรื่องจิ๊บจ๊อย กับทำงานลักษณะ "เก็บเม็ดงาแต่ทิ้งแตงโม" (เจี่ยนเลอจือหมา ติวเลอซีกวา) ขืนดำเนินตามวิธีนี้ต่อไป ความพยายามของข้าฯที่จะเป็นอภิมหาเศรษฐีนัมเบอร์วันในแผ่นดินก็คงเป็นได้แค่ ความฝัน !"
ที่มา คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย สารสิน วีระผล มติชนรายวัน ฉบับที่ 9886วิธีเปลี่ยนมุมคิดอย่าง “มีสุข”
• จงตระหนักว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในชีวิตคือรางวัลที่จักรวาลส่งมาให้เรา อยู่ที่เราจะพบคุณค่านั้นหรือไม่
• เมื่อประสบกับความล้มเหลวในชีวิต ต้องลุกขึ้นยืนให้ได้อีกครั้ง แล้วจะพบว่ามีสิ่งดีๆรอคุณอยู่
• เมื่อมีความทุกข์ ให้คิดว่าทุกข์อยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวสุขก็ตามมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
• จำไว้ว่าความผิดพลาดคือบทเรียนให้เราพัฒนาตนเอง
• เมื่อเกิดความท้อแท้ใจ จงย้ำกับตัวเองว่า “ไม่มีใครให้กำลังใจเราได้ดีเท่าตัวเราเอง”
• ทำวันนี้ ขณะนี้ของชีวิตให้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง
• จงอย่าเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้กับความคาดหวังของคนอื่น
• จงใช้เวลาว่างที่มีในแต่ละวันพิจารณากาย พิจารณาใจตัวเอง แทนที่จะเพ่งมองแต่ผู้อื่น
ขอบคุณข้อมูลจาก Secret
• เมื่อประสบกับความล้มเหลวในชีวิต ต้องลุกขึ้นยืนให้ได้อีกครั้ง แล้วจะพบว่ามีสิ่งดีๆรอคุณอยู่
• เมื่อมีความทุกข์ ให้คิดว่าทุกข์อยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวสุขก็ตามมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
• จำไว้ว่าความผิดพลาดคือบทเรียนให้เราพัฒนาตนเอง
• เมื่อเกิดความท้อแท้ใจ จงย้ำกับตัวเองว่า “ไม่มีใครให้กำลังใจเราได้ดีเท่าตัวเราเอง”
• ทำวันนี้ ขณะนี้ของชีวิตให้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง
• จงอย่าเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้กับความคาดหวังของคนอื่น
• จงใช้เวลาว่างที่มีในแต่ละวันพิจารณากาย พิจารณาใจตัวเอง แทนที่จะเพ่งมองแต่ผู้อื่น
ขอบคุณข้อมูลจาก Secret
วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555
บริหาร จิต ให้เป็น เพื่อชีวีมีสุข
สมองคนเราสามารถพัฒนาให้ ไอคิว ให้เก่งและฉลาดได้ ทำไมจะพัฒนาให้ จิตใจ อีคิว ของเราสุขสงบไม่ได้หล่ะ
แต่หลาย ๆ คนก็ยังมีปัญหา จิตใจว้าวุ่นเพราะเรื่องต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามา ตั้งแต่เรื่องเรียน การทำงาน ครอบครัว ทำให้คนเราทุกข์ได้เรื่อย ๆ เหมือนกัน
ทั้งนี้เพราะสมองของเรา ถูกใช้งานไปกับงานการเรียน หรือเรื่องที่ต้องให้คิดต่าง ๆ มากกว่าที่จะมาคิดทบทวนตัวเอง เลยพาลทำให้จิตใจของเราย่ำแย่ เหนื่อยล้าได้ง่าย ๆ ส่งผลให้จิตใจเรารู้สึก ไม่ค่อยสบายเหมือนคนป่วย
ลองมาเช็คดูกันอีกซักนิด ว่าเพราะเหตุใด เราถึงได้รู้สึก “ทุกข์” กันเหลือเกิน
สมอง กับกระบวนการผลิต ความทุกข์
มาดูว่า สมองเราคิดอะไรบ้าง
1.สมองมักสั่งให้จิตเรา มองข้ามสิ่งดีที่อยู่ใกล้ตัว เหตุเนื่องจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน ทำให้เราต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่คิดว่าทำให้เรามีความสุข จนบางครั้งมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดไป บางทีความสุขของเราอาจจะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ ที่ทำแล้วสบายใจก็ได้
2.สมองมักสั่งให้จิตเรา คิดเปรียบเทียบ เขากับเรา เรามักชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ โดยมักมองสิ่งที่ดีของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเราจนทำให้รู้สึกตัวเองด้อยค่า แทนที่จะคิดว่า แท้จริงแล้วคนเรานั้นต่างกัน ลองหันกลับมาค้นหาข้อดีของตัวเอง แล้วพัฒนาตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ดีกว่าหรือ
3.เรามักจะปรุงแต่ง จิต ของตน ความคิดกับความรู้สึก มักไปด้วยกันตลอดเวลา เหมือนคบเพื่อน ถ้าคบเพื่อนดี เค้าจะชักนำพาชีวิตเราไปในทางที่ดี แต่ถ้าคบเพื่อนนิสัยเสีย ก็จะพาให้เราจมอยู่กับเรื่องร้าย ๆ ถ้าเราคิดบวก ความรู้สึกเราจะถูกโน้มน้าวให้รู้สึกดี มีความสุข สบายใจ ในทางกลับกันถ้าใจเรากำลังรู้สึก โกรธหรือกังวล ก็จะชักนำในความคิดเราคิดไปในทางร้าย ๆ อยู่เสมอ หากขาดสติ ปล่อยให้ความรู้สึกชักนำ อาจทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ จนเป็นสาเหตุนำไปสู่การทำร้ายตนเอง รวมถึงผู้อื่นด้วย
แต่ถ้าเราเปลี่ยนกระบวนการคิด บริหารจิตของเราให้สมดุลด้วย สติ ก็สามารถทำให้เราสามารถผลิตความสุขให้กับตัวเองได้เหมือนกันมาดูว่า สมองเราคิดอะไรบ้าง
1.สมองมักสั่งให้จิตเรา มองข้ามสิ่งดีที่อยู่ใกล้ตัว เหตุเนื่องจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน ทำให้เราต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่คิดว่าทำให้เรามีความสุข จนบางครั้งมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดไป บางทีความสุขของเราอาจจะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ ที่ทำแล้วสบายใจก็ได้
2.สมองมักสั่งให้จิตเรา คิดเปรียบเทียบ เขากับเรา เรามักชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ โดยมักมองสิ่งที่ดีของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเราจนทำให้รู้สึกตัวเองด้อยค่า แทนที่จะคิดว่า แท้จริงแล้วคนเรานั้นต่างกัน ลองหันกลับมาค้นหาข้อดีของตัวเอง แล้วพัฒนาตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ดีกว่าหรือ
3.เรามักจะปรุงแต่ง จิต ของตน ความคิดกับความรู้สึก มักไปด้วยกันตลอดเวลา เหมือนคบเพื่อน ถ้าคบเพื่อนดี เค้าจะชักนำพาชีวิตเราไปในทางที่ดี แต่ถ้าคบเพื่อนนิสัยเสีย ก็จะพาให้เราจมอยู่กับเรื่องร้าย ๆ ถ้าเราคิดบวก ความรู้สึกเราจะถูกโน้มน้าวให้รู้สึกดี มีความสุข สบายใจ ในทางกลับกันถ้าใจเรากำลังรู้สึก โกรธหรือกังวล ก็จะชักนำในความคิดเราคิดไปในทางร้าย ๆ อยู่เสมอ หากขาดสติ ปล่อยให้ความรู้สึกชักนำ อาจทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ จนเป็นสาเหตุนำไปสู่การทำร้ายตนเอง รวมถึงผู้อื่นด้วย
สมอง กับกระบวนการผลิต ความสุข
สมองเราสามารถสร้างให้เรามีความสุขได้เหมือนกันนะ
1.การคิดทางบวก หรือมองโลกในแง่ดี สามารถสร้างพลังแห่งความรู้สึกบวกได้อย่างมากมายมหาศาล หากเรามองว่าปัญหาที่เราเจอเป็นเพียงอุปสรรคที่เราต้องฟันฝ่าและแก้ปัญหา เป็นบททดสอบชีวิต เพื่อพิสูจน์ตัวเรา ก็จะทำให้มีกำลังใจมากขึ้น เหมือนกำลังเล่นเกม ที่เราจะต้องชนะให้ได้ เพียงแค่ท่องไว้ จำให้ให้ขึ้นใจว่า “ไม่มีอะไรที่เราจะฟันฝ่าไปไม่ได้” แค่นี้ก็จะมีพลังในการใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขเหลือเฟือแล้ว
2.สร้างศิลปะของการใช้ชีวิตให้เป็นสุข การหาความสุขโดยใช้เงินให้น้อยที่สุดหรือไม่เสียเงินเลย เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ คนที่ไม่มีความสุข ไม่ใช่ว่าเขาไม่เจอกับความสุขเลย พวกเขาเจอแล้ว แต่มิได้ให้เวลาไปกับการดื่มด่ำและสัมผัสกับความสุขนั้นให้เต็มที่ คนบางคนแค่ได้ยินเสียงนกร้อง เห็นพระอาทิตย์ทอแสงยามเช้า ก็มีความสุขไปทั้งวันแล้ว แต่คนส่วนมาก กลับรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้สนใจสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา กลับไปค้นหาความสุขโดยการจ่ายเงินซื้อวัตถุต่าง ๆ ที่ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ดังนั้นการสร้างศิลปะการใช้ชีวิตให้เป็นสุขจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการบริหารจิตของเรา
3.รู้จักปล่อยวาง แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่คงทนยั่งยืน เหมือนชีวิตที่ทุกคนเกิดมาแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องดับไป ตามเหตุปัจจัยที่ควรเป็น เป็นคิดได้อย่างนี้ จิตของเราจะปล่อยวางจากความยึดมั่น ใจเราจะเป็นทุกข์กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน้อยลง
ลองบริหารจิตของเราให้นิ่ง แล้วจะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเราเอง เพื่อให้ชีวิตของเรา เป็นชีวิตที่มีความสุขสงบในทุก ๆ วัน
ขอขอบคุณ http://www.never-age.com/lifestyle
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)