คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

คมวาทะเจ้าสัว ..

ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ
คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ
เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง
จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว
ความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว

----------------------------------------- ธนินท์ เจียรวนนท์

ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า
แต่ถ้าวันใด ที่เขื่อนนั้นเปราะบาง และโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง
ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
โหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น
แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม

------------------------------------------- เจริญ สิริวัฒนภักดี

ผมจะก้าวหน้าไปสักก้าว ก็ต้องเจออะไรมากระทบ
แต่เราก็พยายามที่จะก้าวใหม่ อีกย่างหนึ่ง
แบงค์กรุงเทพฯเคยถูกกระทบตลอดเวลา และไม่เคยท้อถอย

-------------------------------------------- ชาตรี โสภณพนิช

เจี้ย ยู่ เล้ง โจ้ว ซื่อ ยู่ โฮ้
แปลเป็นไทยได้ความว่า
กินข้าวต้องเร็วเหมือนมังกร
ทำงานต้องทำให้เหมือนเสือ
และก็ไม่แต่ผมคนเดียวเท่านั้น ลูกๆ ทุกคนก็ปฏิบัติอย่างนี้

-------------------------------------------- บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา

ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ
คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง
แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน

------------------------------------------ อนันต์ กาญจนพาสน์

จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา
เพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไป มักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา
มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา
แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา
ผมบอกลูกน้องของผมว่า
เราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
------------------------------------------- พรเทพ พรประภา

ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ
ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่า
ลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้ว
ลูกค้าพอใจแค่ไหนอย่างไร ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียว
เพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้อง
อาจเกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้

------------------------------------------------ ประกิต อภิสารธนรักษ์

ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า
มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด
หรือแม้แต่เลวที่สุด
เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุด
ได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว
คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว

----------------------------------------------- ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม
คุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ
และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆ
ให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว

----------------------------------------------- ชวน ตั้งมติธรรม

มีหลักในการบริหารงาน ไม่กี่ประการ
1. ต้องลับคมอยู่เสมอ
2. ไม่กลัวงาน เมื่อคิดจะทำอะไรต้องทำทันที และ
3. ต้องรักษาคำพูด

-----------------------------------------------คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

เวลามีปัญหาในองค์กร ปัญหาชีวิตและสุขภาพ
จะมีทางแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายหลายรูปแบบ
แต่ที่สำคัญต้องมีสติ และมีความรักเป็นพื้นฐานสำคัญ
จากนั้นจึงค่อยใช้ปัญญา เพราะปัญญาช่วยให้มองเห็นหนทาง
ของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนที่สุด

----------------------------------------------- ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์

1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน

----------------------------------------------ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์

ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้าง
ควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ
การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้
นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น
ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

-------------------------------------------- โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ

ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่
ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันที
และเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น
ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก แต่ที่ได้รับคำแนะนำ
ว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ก่อนเป็นอันดับแรก

------------------------------------------ อมรเทพ ดีโรจนวงศ์

บทความจาก tamdee.net

ความสุข...

..น้ำในตากับฝนโปรยปราย
ดอกไม้กำลังบานใต้แสงตะวัน
แม่น้ำลำคลองเอ่อล้นจนเต็มริมฝั่ง

เสียงดนตรีหรือสายลมโชย
ใบไม้ร่วงโรยกับเมฆสีดำ
ชีวิตนั้นจะชอกช้ำหรือสวยงามแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป

โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้

โมโหโกรธากับฟ้าคะนอง
ชื่อเสียงเงินทองลาภยศรางวัล
ชีวิตนั้นจะโศกสันต์หรือรื่นเริงแค่ไหน

แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้

จึงอยากบอกเธอนะคนดี
ใช้ชีวิตให้มีความสุข
ด้วยวันและเวลาที่เธอมี

เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้..

โดย - นภ พรชำนิ (Ost. ความสุขของกะทิ) by บอย โกสิยพงษ์

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

หลักการแบ่งเวลาของขงเบ้ง

เมื่อขงเบ้งสอนเล่าปี่เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเวลา
 
ทุกวันทุกคนบนโลกใบนี้มีเวลาเท่าเทียมกันคือ 24 ชม. อย่างไรก็ดี มองจากแง่มุมของเศรษฐศาสตร์ เวลาของทุกคนมีคุณค่าไม่เท่ากัน การบริหารเวลาของแต่ละคนจึงหมายถึงความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความพ่ายแพ้
ค่า ของเวลาเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพ ซึ่งในแง่ธุรกิจคือต้นทุน ฉะนั้นสถาบันศึกษาทุกแห่งที่สอนวิชาการบริหารธุรกิจจึงมีหลักสูตรเกี่ยวกับ การบริหารเวลา
ครั้งหนึ่ง เล่าปี่ ขอขงเบ้งให้แนะนำวิธีสร้างตนเป็นอภิมหาเศรษฐีแห่งดินแดน ขงเบ้ง ว่างานใหญ่เช่นนี้ต้องวางแผนและรู้จักบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
เล่าปี่ กล่าวว่า "ข้าฯ เห็นด้วยในหลักการแต่ทว่าข้าฯมีงานมากมายที่ต้องทำทุกวันจนเวียนเกล้าเวียน ศีรษะ ไม่เคยมีเวลาพอที่จะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย"
ขงเบ้ง บอกให้ลูกน้องไปเตรียมก้อนหิน ก้อนกรวด ก้อนทราย และน้ำจำนวนหนึ่ง พร้อมถังเหล็กใหญ่หนึ่งใบ
เล่าปี่ถามด้วยความแปลกใจ "ท่านเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร?"
ขงเบ้งยิ้มอย่างมีเลศนัย พร้อมกับตอบด้วยคำถามว่า "ท่านบริหารเวลาด้วยวิธีใด?"
เล่าปี่ตอบว่า "ข้าฯเคยคิดว่า ข้าฯมีเทคนิคที่ดีอยู่แล้ว คือใช้วิธีมอบหมาย ข้าฯมีผู้ช่วยอยู่รอบด้านตั้งแต่กวนอู เตียวหุย เจ้าหยุน ฯลฯ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ด้านต่างๆ แต่งานทั้งหลายก็ยังพันกันอีรุงตุงนัง ไม่สามารถปรับให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นได้ เดิมข้าฯคิดว่าคือแมลงวันไม่มีหัวอยู่ตัวเดียว แต่หลังการใช้ระบบมอบหมายงาน กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันบริษัทมีแมลงวันหัวขาดเป็นฝูง!!
ขงเบ้งฟังแล้วจึงเริ่มอธิบายว่า "เทคนิคการบริหารเวลาสามารถแบ่งเป็น สูง กลาง และต่ำ สามขั้น
ขั้นต่ำเน้นการใช้เศษกระดาษบันทึก

ขั้นกลาง เน้นการใช้แผนดำเนินงาน และตารางโปรแกรมประจำวันซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผน

ส่วน ขั้นสูง เน้นการจัดการโดยแบ่งแยกประเภทของหน้าที่การงานตามดีกรีความสำคัญของงาน เพื่อพิจารณาลำดับความเร่งด่วนในการจัดการงานดังกล่าว

ทั้งสามขั้นอันดับต่างมีเรื่องการมอบหมายงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วยตามความต้องการของปริมาณและลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชิ้น
เล่า ปี่สารภาพว่า "หากพิจารณาตามการแบ่งขั้นของเทคนิคการบริหารเวลาแล้ว ข้าฯยอมรับว่าวิธีของข้าฯอยู่ที่ขั้นต่ำ เพราะใช้แค่ส่งสลิปบันทึก ขงเบ้งชี้ไปที่ถังเหล็กกับกองวัสดุที่ผู้ช่วยได้เตรียมเสร็จไว้มุมห้องพร้อม กล่าวว่า
"คำตอบของการบริหารขั้นสูงอยู่ในถังเหล็กใบใหญ่นี้แหละ!

ความจุของถังนี้เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง

ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน

ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ

และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน"


งานไม่เร่งด่วน แต่สำคัญ (ก้อนหิน)
-โครงการใหม่หรือการริเริ่มใหม่ (นวตกรรม)
-กฎระเบียบ
-การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
-การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน
-มาตรการในการป้องปราม

งานสำคัญและเร่งด่วน (ก้อนกรวด)
-วิกฤตการณ์
-ปัญหาที่ประชิดตัว
-งานที่มีกำหนดเวลาแน่นอน
งานเร่งด่วน แต่ ไม่สำคัญ (เม็ดทราย)
-รับรองแขกที่ได้ไม่รับเชิญ
-จัดการกับจดหมาย เอกสาร โทรศัพท์ทั่วไป
-ประชุมทั่วไป
-กิจกรรมทั่วไป ที่ไม่สำคัญ
งานไม่เร่งด่วน และ ไม่สำคัญ
-งานจุกจิกทั่วไปที่ทำไม่ทำก็ได้
-งานเลี้ยงสังสรรค์ทั่วไปที่ไม่จำเป็น
-กิจกรรรมที่น่าสนใจทั่วไป
"ปกติท่านเน้นงานประเภทใด?" ขงเบ้งถาม
"ก็ต้องเป็นประเภท "ก." เล่าปี่ตอบอย่างไม่ลังเล "แล้วงานประเภท ข. ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อไป
เล่าปี่ตอบว่า "ข้าฯตระหนักถึงความสำคัญของงานประเภท ข. แต่ก็ไม่มีเวลาพอที่สนใจมัน"
"เป็นอย่างนี้ใช่ไหม" ขงเบ้งถาม พราง

ใส่กรวดลงไปในถังเหล็กจนเต็มแล้วพยายามใส่ก้อนหินเข้าไปซึ่งใส่ไม่ได้
 


เล่าปี่ตอบว่า "ใช่!"
"และหากเปลี่ยนวิธีบรรจุใหม่ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อ พลางใส่ก้อนหินทีละก้อนเข้าไปในถังก่อนจนใส่ไม่ได้ แล้วจึงถามเล่าปี่อีกว่า "ตอนนี้ถังเหล็กเต็มแล้วจะใส่อะไรลงไปอีกไม่ได้ใช่ไหม?" ซึ่งเล่าปี่ตอบว่า "ใช่"
"จริงหรือ?" ขงเบ้งถามแล้วหยิบก้อนกรวดใส่เข้าไปข้างบนถังแล้วเขย่าให้ก้อนกรวดตกลงไปในถังจนหมด "บัดนี้ถังเหล็กใบนี้ใส่อะไรลงไปอีกได้หรือไม่?" ขงเบ้งพูดพรางเทเม็ดทรายลงไปอีกจนหมด
"แล้วทีนี้ละ? ใส่อะไรลงไปอีกได้ไหม?" ขงเบ้งถามต่อไป
แต่ก่อนที่เล่าปี่มีโอกาสตอบ ขงเบ้งก็ตักน้ำที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในถังเหล็กอีกจนหมด "ตอนนี้ท่านเข้าใจความหมายของการทดลองนี้แล้วหรือยัง?"
เล่าปี่ตอบว่า "เข้าใจแล้ว นี่คือสิ่งที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่เกี่ยวกับการจัดการแบบแยกประเภท และเลือกการจัดการก่อนหลังใช่ไหม?"
ขงเบ้ง ตอบว่า "ใช่แล้ว การทดลองชี้ให้เห็นว่าหากถังเหล็กตั้งแต่แรกก็เติมเต็มไปด้วยก้อนกรวด ทราย และน้ำ ก็คงไม่มีโอกาสใส่ก้อนหินลงไปได้

แต่ ถ้าใส่ก้อนหินลงไปก่อนในถังยังมีเนื้อที่ที่จะใส่สิ่งอื่นๆ เข้าไปได้อีก ดังนั้น การบริหารเวลาที่ได้ผลต้องดูว่า อะไรคือก้อนหิน อะไรคือก้อนกรวด เม็ดทราย และน้ำ ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ต้องใส่ก้อนหินลงไปในถังเป็นอันดับแรก"
เล่าปี่ยังถามว่า "แล้วการวิเคราะห์แยกแยะเรื่องต่างๆ ออกเป็นสี่หมวดนี้มีผลอย่างไรล่ะ?"
ขงเบ้งตอบว่า "บุคคลจำพวกที่ว่าวุ่นอยู่กับเรื่องราวประเภทก้อนกรวด ย่อมมีความรู้สึกถูกเวลากดดันและวนเวียนอยู่ในแดนวิกฤตจนอ่อนล้า

พวกที่เน้นเรื่องประเภทเม็ดทรายจะขาดพลังสร้างสรรค์ ชอบฟังคำพูดเพราะหู คบคนแบบผิวเผิน

พวกที่นิยมเรื่องราวประเภทน้ำมักบกพร่องเรื่องสำนึกรับผิดชอบ แม้กระทั่งเรื่องสารทุกข์สุกดิบของตนเอง"
เล่าปี่ถามว่า "เป็นไปได้ไหมที่ว่าถ้าเน้นก้อนหินมากเกินไปจะมองข้ามก้อนกรวด เพราะก้อนกรวดมากับความเร่งด่วน?"
"ท่านทราบไหมว่าก้อนกรวดมาจากไหน? ก็มาจากก้อนหินที่แตกสลายไง!" ขงเบ้งตอบ

"คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประเภทก้อนหินจะมีก้อนกรวดน้อย คนที่เน้นก้อนกรวดก็จะมีก้อนกรวดเยอะตลอด"

ขงเบ้ง สอนต่อไปว่า "คนที่อิงเรื่องประเภทก้อนหินเป็นคนมีประสิทธิภาพ เพราะเขาจะเก่งในการวิเคราะห์สถานการณ์ เวลา และสิ่งแวดล้อม สามารถจับประเด็นหลักของปัญหา สามารถจัดการกับเรื่องเร่งด่วนและควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกินกว่าเหตุ กล้าฟันธงและใช้มาตรการป้องปราม บุคคลจำพวกนี้จะมีวิสัยทัศน์ มีอุดมการณ์ เคารพระเบียบ สามารถควบคุมตัวเอง ดำเนินชีวิตอย่างมีวินัย และสามารถทำงานชิ้นใหญ่ได้
เล่าปี่ชื่นชอบทฤษฎี "วัตถุในถัง" ของขงเบ้งเป็นอย่างมาก พร้อมกับสารภาพว่า "มาวันนี้ข้าฯถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า การต่อสู้ของข้าฯทำไมจึงยังลุ่มๆ ดอนๆ เพราะแม้ว่าข้าฯมีขุนพลเก่งๆ เช่น กวนอูและเตียวหุย แต่พวกเขาจะก้าวหน้าได้อย่างไรตราบใดที่คนที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างพวกเขาจมปลักอยู่กับเรื่องจิ๊บจ๊อย กับทำงานลักษณะ "เก็บเม็ดงาแต่ทิ้งแตงโม" (เจี่ยนเลอจือหมา ติวเลอซีกวา) ขืนดำเนินตามวิธีนี้ต่อไป ความพยายามของข้าฯที่จะเป็นอภิมหาเศรษฐีนัมเบอร์วันในแผ่นดินก็คงเป็นได้แค่ ความฝัน !"
ที่มา คอลัมน์ คลื่นความคิด  โดย สารสิน วีระผล  มติชนรายวัน  ฉบับที่ 9886
(ยกตัวอย่างในปัจจุบัน

วิธีเปลี่ยนมุมคิดอย่าง “มีสุข”

จงตระหนักว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในชีวิตคือรางวัลที่จักรวาลส่งมาให้เรา อยู่ที่เราจะพบคุณค่านั้นหรือไม่
เมื่อประสบกับความล้มเหลวในชีวิต ต้องลุกขึ้นยืนให้ได้อีกครั้ง แล้วจะพบว่ามีสิ่งดีๆรอคุณอยู่
เมื่อมีความทุกข์ ให้คิดว่าทุกข์อยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวสุขก็ตามมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
จำไว้ว่าความผิดพลาดคือบทเรียนให้เราพัฒนาตนเอง
เมื่อเกิดความท้อแท้ใจ จงย้ำกับตัวเองว่า ไม่มีใครให้กำลังใจเราได้ดีเท่าตัวเราเอง
ทำวันนี้ ขณะนี้ของชีวิตให้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง
จงอย่าเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้กับความคาดหวังของคนอื่น
จงใช้เวลาว่างที่มีในแต่ละวันพิจารณากาย พิจารณาใจตัวเอง แทนที่จะเพ่งมองแต่ผู้อื่น













ขอบคุณข้อมูลจาก Secret

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

บริหาร จิต ให้เป็น เพื่อชีวีมีสุข


สมองคนเราสามารถพัฒนาให้ ไอคิว ให้เก่งและฉลาดได้ ทำไมจะพัฒนาให้ จิตใจ อีคิว ของเราสุขสงบไม่ได้หล่ะ

แต่หลาย ๆ คนก็ยังมีปัญหา จิตใจว้าวุ่นเพราะเรื่องต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามา ตั้งแต่เรื่องเรียน การทำงาน ครอบครัว ทำให้คนเราทุกข์ได้เรื่อย ๆ เหมือนกัน

    ทั้งนี้เพราะสมองของเรา ถูกใช้งานไปกับงานการเรียน หรือเรื่องที่ต้องให้คิดต่าง ๆ มากกว่าที่จะมาคิดทบทวนตัวเอง เลยพาลทำให้จิตใจของเราย่ำแย่ เหนื่อยล้าได้ง่าย ๆ ส่งผลให้จิตใจเรารู้สึก ไม่ค่อยสบายเหมือนคนป่วย

    ลองมาเช็คดูกันอีกซักนิด ว่าเพราะเหตุใด เราถึงได้รู้สึก ทุกข์กันเหลือเกิน
สมอง กับกระบวนการผลิต ความทุกข์

    มาดูว่า สมองเราคิดอะไรบ้าง

1.สมองมักสั่งให้จิตเรา มองข้ามสิ่งดีที่อยู่ใกล้ตัว เหตุเนื่องจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน ทำให้เราต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่คิดว่าทำให้เรามีความสุข จนบางครั้งมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดไป บางทีความสุขของเราอาจจะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ ที่ทำแล้วสบายใจก็ได้

2.สมองมักสั่งให้จิตเรา คิดเปรียบเทียบ เขากับเรา เรามักชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ โดยมักมองสิ่งที่ดีของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเราจนทำให้รู้สึกตัวเองด้อยค่า แทนที่จะคิดว่า แท้จริงแล้วคนเรานั้นต่างกัน ลองหันกลับมาค้นหาข้อดีของตัวเอง แล้วพัฒนาตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ดีกว่าหรือ

3.เรามักจะปรุงแต่ง จิต ของตน ความคิดกับความรู้สึก มักไปด้วยกันตลอดเวลา เหมือนคบเพื่อน ถ้าคบเพื่อนดี เค้าจะชักนำพาชีวิตเราไปในทางที่ดี แต่ถ้าคบเพื่อนนิสัยเสีย ก็จะพาให้เราจมอยู่กับเรื่องร้าย ๆ ถ้าเราคิดบวก ความรู้สึกเราจะถูกโน้มน้าวให้รู้สึกดี มีความสุข สบายใจ ในทางกลับกันถ้าใจเรากำลังรู้สึก โกรธหรือกังวล ก็จะชักนำในความคิดเราคิดไปในทางร้าย ๆ อยู่เสมอ หากขาดสติ ปล่อยให้ความรู้สึกชักนำ อาจทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ จนเป็นสาเหตุนำไปสู่การทำร้ายตนเอง รวมถึงผู้อื่นด้วย
แต่ถ้าเราเปลี่ยนกระบวนการคิด บริหารจิตของเราให้สมดุลด้วย สติ ก็สามารถทำให้เราสามารถผลิตความสุขให้กับตัวเองได้เหมือนกัน

สมอง กับกระบวนการผลิต ความสุข

    สมองเราสามารถสร้างให้เรามีความสุขได้เหมือนกันนะ

1.การคิดทางบวก หรือมองโลกในแง่ดี สามารถสร้างพลังแห่งความรู้สึกบวกได้อย่างมากมายมหาศาล หากเรามองว่าปัญหาที่เราเจอเป็นเพียงอุปสรรคที่เราต้องฟันฝ่าและแก้ปัญหา เป็นบททดสอบชีวิต เพื่อพิสูจน์ตัวเรา ก็จะทำให้มีกำลังใจมากขึ้น เหมือนกำลังเล่นเกม ที่เราจะต้องชนะให้ได้ เพียงแค่ท่องไว้ จำให้ให้ขึ้นใจว่า ไม่มีอะไรที่เราจะฟันฝ่าไปไม่ได้ แค่นี้ก็จะมีพลังในการใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขเหลือเฟือแล้ว

2.สร้างศิลปะของการใช้ชีวิตให้เป็นสุข การหาความสุขโดยใช้เงินให้น้อยที่สุดหรือไม่เสียเงินเลย เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ คนที่ไม่มีความสุข ไม่ใช่ว่าเขาไม่เจอกับความสุขเลย พวกเขาเจอแล้ว แต่มิได้ให้เวลาไปกับการดื่มด่ำและสัมผัสกับความสุขนั้นให้เต็มที่ คนบางคนแค่ได้ยินเสียงนกร้อง เห็นพระอาทิตย์ทอแสงยามเช้า ก็มีความสุขไปทั้งวันแล้ว แต่คนส่วนมาก กลับรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้สนใจสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา กลับไปค้นหาความสุขโดยการจ่ายเงินซื้อวัตถุต่าง ๆ ที่ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ดังนั้นการสร้างศิลปะการใช้ชีวิตให้เป็นสุขจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการบริหารจิตของเรา

3.รู้จักปล่อยวาง แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่คงทนยั่งยืน เหมือนชีวิตที่ทุกคนเกิดมาแล้ว ท้ายที่สุดก็ต้องดับไป ตามเหตุปัจจัยที่ควรเป็น เป็นคิดได้อย่างนี้ จิตของเราจะปล่อยวางจากความยึดมั่น ใจเราจะเป็นทุกข์กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน้อยลง

    ลองบริหารจิตของเราให้นิ่ง แล้วจะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเราเอง เพื่อให้ชีวิตของเรา เป็นชีวิตที่มีความสุขสงบในทุก ๆ วัน

ขอขอบคุณ http://www.never-age.com/lifestyle