คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคในการฝึกฝนตนเองให้เป็นคนตรงต่อเวลา


เรื่องของการตรงต่อเวลานั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญทั้งในชีวิตประจำวัน และการทำธุรกิจนอกจากจะบ่งบอกว่าคุณให้เกียรติและมีมารยาทกับผู้ที่คุณนัดเอาไว้ ยังแสดงถึงความรับผิดชอบของคุณอีกด้วย วันนี้เรามีเทคนิคในการฝึกฝนตนเองให้เป็นคนตรงต่อเวลามาฝาก

1. ปรับตัวเองให้ตื่นตามเวลา และควรตั้งนาฬิกาทุกเรือนให้เวลาตรงกัน และฝึกให้ตนเองมีวินัยโดยตื่นทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุก อย่านอนต่อเด็ดขาด

2. หากคุณแยกปฏิทินนัดหมายงานกับส่วนตัวออกจากกัน ให้รวมเข้าเป็นชุดเดียวกัน ทำให้เห็นตารางการนัดหมายทุกเรื่องอย่างชัดเจน จะไม่ทำให้เกิดการนัดซ้ำซ้อน และทำให้เห็นถึงนัดครั้งต่อไปว่าใกล้จะถึงวันนัดแล้ว จะได้มีการเตรียมตัวและไปให้ถึงเวลานัดเล็กน้อย

3. ควรใช้ปฏิทินในโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนให้เป็นประโยชน์ เพราะปฏิทินอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะเป็นเครื่องเตือนได้เป็นอย่างดี และจดบันทึกนัดหมายต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่พลาดนัดสำคัญ

4. หาวันว่างๆ สังเกตตัวเองว่าคุณใช้เวลาในการทำสิ่งต่างๆ นานแค่ไหน เสียเวลาไปกับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ? เพื่อจะได้วางแผนนับถอยหลังเผื่อเวลาสำหรับการเดินทางไว้ด้วย และควรถึงก่อนเวลานัดหมาย 15 นาที ที่สำคัญ ควรวางแผนเตรียมเอกสาร หรือของที่ต้องใช้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้แต่เสื้อผ้าที่จะใส่ในวันรุ่งขึ้นก็ตวรเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเข้านอน ตื่นเช้าขึ้นมาจะได้แต่งตัวออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว แนะนำว่าให้คิดถึงเวลาก่อนออกเดินทางให้มากกว่าเวลาถึงที่หมาย

เทคนิคง่ายๆ แบบนี้คุณก็สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนตรงต่อเวลาและไม่ผิดนัดสำคัญๆ อีกด้วย

คำดี ๆ จากหนังสือ “อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก” โดย วินทร์ เลียววาริณ

…ถ้าอยากจะอ่านบทความสั้น ๆ แนวเสริมสร้างกำลังใจที่แฝงไปด้วยแง่คิด มุมมองใหม่ ๆ เรื่องราวดี ๆ ที่หลากหลายแนว แนะนำเลยครับ หนังสือชุดเสริมกำลังใจ ของ วินทร์ เลียววาริณ ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
ชีวิตที่ใช้ได้คือได้ใช้
อย่าให้ตัวเลขอายุหยุดความเป็นเด็กในตัวคุณ
อย่าให้คนอื่นใช้ชีวิตให้คุณ
จุดหมายไม่สำคัญเท่าสองข้างทาง
หนึ่งปัญหาที่ไม่แก้ไขในวันนี้ มักกลายเป็นหลายปัญหาในวันพรุ่งนี้
เสียเวลาไปกับการวิตก เท่ากับว่าเวลาที่จะใช้ชีวิตลดลง
ใช้ชีวิตทีละนาที และใช้นาทีนี้ให้ดีที่สุด
คนฉลาดเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น แล้วสร้างทางของตัวเอง
อย่าเพิ่งคิดเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นก่อน
ปุ๋ยที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคือการใช้ชีวิต
เราทุกคนได้รับของขวัญจากธรรมชาติเหมือนกัน คือร่างกายและลมหายใจ
เราเลือกแบบร่างกายไม่ได้ แต่เราเลือกวิธีการใช้ชีวิตได้
ความพ่ายแพ้ส่วนใหญ่ในโลกนี้เกิดขึ้นก่อนในหัวใจ
ไม่มีอุปสรรคใดในโลกที่ขวางปัญญาบวกความอดทน
ความพยายามมีราคาของมัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มเสมอ
พื้นที่สมองมีจำกัดเกินกว่าที่จะเสียไปจดจำเรื่องไม่ดีของคนอื่น
ชีวิตก็เช่นชิงช้าสวรรค์ เป็นการหมุนเวียนของขึ้นกับลง
ขึ้นได้ก็ลงได้ แล้วก็ขึ้นได้อีก
ขอบคุณ: หนังสือเสริมกำลังใจ ชุด 4 “อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก” โดย วินทร์ เลียววาริณ

เพิ่มความสุข เพียงลดบางสิ่ง : Mihiro Matsuda

หนังสือ "เพิ่มความสุข เพียงลดบางสิ่ง"ที่เขียนโดย Mihiro Matsuda
เขียนไว้ในหน้า ๑๑๐ - ๑๑๑ เกี่ยวกับ "การหวังผลตอบแทน" ไว้ว่า...


พลังแห่งการเลิก


เลิก"หวังผลตอบแทน"

เพราะฉันให้ของขวัญไปแล้ว
ก็น่าจะได้อะไรตอบแทนกลับคืนมาแน่นอน
เพราะฉันส่งจดหมายไปแล้ว
ก็น่าจะเขียนจดหมายตอบกลับมา
เพราะฉันสนับสนุนไปแล้ว
ก็ต้องได้รับการสนับสนุนบ้างในครั้งหน้า
ความคิดเช่นนี้
ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในจิตใจคนเรา
แต่คุณรู้ไหมว่าคนที่ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
ช่างมีเสน่ห์กว่าคนที่ทำแล้วค่อยแต่หวังผลตอบแทนอยู่ร่ำไป
ลองเลิก"หวังผลตอบแทน" ดูสิ


พลังแห่งการเริ่ม


เริ่ม"ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน"

เพราะต้องได้รับบางสิ่งกลับมา ก็เลยทำให้
เพราะมีผลตอบแทน ก็เลยทำ
ทิ้งความคิดเหล่านี้ไป
แล้วลองทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทนดูสิ
เพียงเท่านี้คุณจะิอิ่มเอมใจ
และจะไม่รู้สึกเครียดกับท่าทีตอบรัรบของอีกฝ่าย
เพียงแค่ลองทำด้วยความรู้สึกที่อยากทำให้จากใจจริงดู


[ก้าวแห่งการเริ่ม]


"แม้ว่าทำดีไปแล้วจะไม่ได้รับคำขอบคุณกลับมาก็ตาม
ก็กระซิบคำว่า"ขอบคุณ" กับตัวเองก็ได้"

"ผู้ให้" ย่อมมีหัวใจที่ใหญ่กว่า"ผู้รับ" เสมอ

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น




ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า
"ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น
แต่เรามักต่ออายุให้มันด้วยความคิดวนเวียนซ้ำซาก"


แหม อ่านแล้วก็ขำ
ตอนที่เราเกิดปัญหานั้น
เราเป็นแบบที่ ท่าน ว.วชิรเมธี ว่าเอาไว้เลย
ก็คิดแต่เรื่องเก่าๆวนเวียนซ้ำซาก
แล้วมันจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร

เมื่อมีปัญหาก็ไม่ควรหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป
ลองหากิจรรมที่สนุกๆทำเพื่อให้ตัวเราเองผ่อนคลาย
อาจไปดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลง คาราโอเกะเสียงดังๆ
การออกกำลังกายเป็นการผ่อนคลายที่ถูกที่สุด
ทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงก็อยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น

ลองหัดเล่นโยคะ หัดถักเน็ตติ้ง หัดวาดรูป

เอาเวลามาถักหมวกไหมพรมดู
หนึ่งวันที่เราเฝ้าแต่คิดวนเวียนซ้ำซาก
เราอาจถักหมวกดีๆได้หนึ่งใบ

ในบางครั้งลองเปิดใจและปรึกษา
คนที่เราไป "ปรึกษา" ก็ควรเลือกด้วย
หากผู้ที่ให้คำแนะนำมีความคิดในทางด้านบวก
เราก็จะได้รับคำแนะนำที่ดี
ได้กำลังใจที่ดี

หนึ่งวันที่เราเฝ้าแต่พร่ำบ่นซ้ำซาก
ถ้าคนฟังเป็นคนเดิมๆ เขาก็อาจเบื่อได้
แรกๆเขาอาจคอยให้กำลังใจ
ถ้าเราพร่ำบ่นซ้ำซาก คิดว่าเขาจะเบื่อไหม
นั้นเท่ากับเราเพิ่มความทุกข์ให้กับคนอีกหนึ่งคนโดยไม่ได้ตั้งใจ

ปรึกษาเพื่อหาหนทางแก้ไข
หากมัวแต่เล่าเรื่องเก่าๆ เล่าปัญหาเก่าๆซ้ำซาก
ก็เท่ากับเราผูกตัวเองไว้กับความทุกข์
การเลี่ยงที่จะไม่เล่า
ไม่พูดถึงความทุกข์ก้อนนั้นจึงเป็นวิธีหลีกเลี่ยงปัญหาที่ดีที่สุด
จงจำไว้ว่ายิ่งพูดถึงมันก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์
เอาเวลาที่พูดเรื่องเก่าซ้ำซากมาสรรสร้างสิ่งใหม่ๆที่ดีกันดีกว่า

ระยะที่เกิดปัญหาใหม่ๆนั้นจะมีความทุกข์มาก
ควรอยู่ให้ห่างคนที่คิดลบเข้าไว้
ใครชวนไปกินเหล้านี่ต้องอยู่ให้ห่างๆ
เพราะมันไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง
เหล้ามันจะทำให้ปัญหาอย่างอื่นตามมา

คำแนะนำต่างๆเราควรรู้จัก"เลือกรับ"และนำมาปรับปรุง
ประสบการณ์มันจะสอนเราเอง
หากบางครั้งเมื่อรู้จักสังเกตุ
ก็เอาประสบการณ์ของคนอื่นมาเรียนรู้
เราจะได้ไม่ต้องไปเจอเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เราไม่ต้องการ

ปัญหาบางอย่างมันหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก็ต้องรู้จักยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ใครจะรู้ว่า อีก10ปีข้างหน้าเราอาจต้องขอบคุณเหตุการณ์ร้ายๆในวันนี้

หนทางที่ดีในการตั้งหลักรับมือกับปัญหาคือการอดออม เผื่อเอาไว้วันข้างหน้า
ใครจะรู้ว่าคนที่รักกันในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเป็นอื่น
ความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมันไม่เป็นอย่างที่เราหวัง ก็ต้องยอมรับ
เมื่อเกิดปัญหา หากเรามีเงิน เราอาจหยุดพัก ท่องเที่ยวแบบตามใจตัวเองสักระยะ
แล้วค่อยกลับมาสู้ต่อ
เงินไม่ใช่ทุกคำตอบ แต่ปลอบใจเราได้

พยายามเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
อะไรที่เลี่ยงได้ก็เลี่ยง
อะไรที่เลี่ยงไม่ได้ก็ปรับปรุง
ถ้ามันทำอะไรไม่ได้เลย ก็มองดูมันเฉยๆ
อย่าเอามาเป็นอารมณ์

จุดจบของทุกสิ่งคือ "ต้องจาก"
คนเรา ไม่ว่าจะรักกัน หรือชังกัน ก็ต้องจากกันทั้งนั้น

ในความรักนั้น ถ้าเราสามารถเดินออกมาจากมันได้แล้ว
หากคิดจะย้อนกลับไปจุดเดิมอีก เหตุการณ์เดิมๆ ก็ฉายซ้ำ
เราอาจลองปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่กับสถานะการณ์นั้นให้ได้
และเปลี่ยนแล้วเราต้องมีความสุขด้วย
ไม่เช่นนั้นเราก็ควรเรียนรู้ที่จะหยุดพัก
เราไม่ควรเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร
เราควรเปลี่ยนตัวเอง เพื่อตัวเอง

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความสุขที่ถูกมองข้าม


คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล ่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า "ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ" ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า "ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่....มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง" เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?

คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคนทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด

แต่ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่า นี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่
แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน


ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าส ิ่งที่ได้มาใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื ้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน

พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการ มี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่ม ีอยู่เดิม

บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา
จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแ ต่มนุษย์เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

ถ้าหากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก "เฉย ๆ" เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?


เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี

ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หา ไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน

นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา

การมองแบบนี้ทำให้ "ขาดทุน" สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ

บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่ แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น

แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจาก การได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่ มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้ และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง




พระไพศาล วิสาโล