คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นิทานสอนใจ : วัวขาวหางดำ



วัวตัวหนึ่งมีสีขาวทั้งตัว แต่มีสีดำติดอยู่ตรงปลายหางนิดหนึ่ง ควายอีกตัวมีสีดำทั้งตัว ทั้งวัวและควายสองตัวนี้ ต่างก็อยู่ในคอกเดียวกันและเป็นเพื่อนรักกันมานาน

วันหนึ่งควายพูดกับวัวว่า...
“นี่ วัวจ๋า ฉันมีเรื่องอยากบอกเธอมานานแล้วล่ะ แต่กลัวเธอจะว่าเอา”

วัวบอกควาย ว่า “มีอะไรหรือควาย เราเป็นเพื่อนกันนะ เพราะฉะนั้นพูดมาได้เลยจ๊ะ”

ควายจึงโล่งใจ และพูดขึ้นว่า “นี่แน่ะวัว ตัวเธอน่ะมีสีขาวสวยงามมากจริงๆ นะ สวยกว่าวัวทุกตัวที่ฉันเคยเห็นเลยล่ะ เสียอยู่หน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง

“อะไรหรือ” วัวถาม

“ก็ปลายหางของเธอน่ะดำปี๋เลย ดูแล้วไม่สวย เธอไม่น่าจะมีสีดำตรงนั้นเลยนะ”

วัวบอกควาย ว่า “ก็จะให้ทำอย่างไรล่ะจ๊ะควาย สีดำตรงนั้นมันติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิดแล้วนี่นา”

“ก็นั่นน่ะสิ ไม่รู้จะมีมาทำไมนะ ทำให้เธอเป็นวัวที่มีตำหนิ ไม่สวยเลยล่ะ”

ควายยังแสดงความคิดเห็นต่อ ส่วนวัวไม่ได้พูดอะไรอีก มันก้มลงเล็มหญ้า

หลังจากวันนั้น ควายก็ยกเอาเรื่องปลายหางสีดำของวัวขึ้นมาพูดทุกวัน

“สีดำตรงปลายหางเธอนี่ไม่สวยเลยนะ”

“ดูกี่ทีๆ ก็เหมือนมีรอยตำหนิล่ะ”

“ถ้าเธอไม่มีรอยดำตรงปลายหาง เธอต้องสวยกว่านี้แน่”

“สีดำนั้นดำมากเลยนะ เธอไม่น่ามีมันเลยล่ะ”

ในที่สุดวัวก็ทนไม่ไหว พูดกับควายว่า

“พอที ทำไมเธอต้องมามองแต่จุดดำของฉัน ไม่สังเกตบ้างหรือไงว่า เธอน่ะดำหมดทั้งตัวเลย”
บทสรุปของผู้แต่ง

คนเราหลายๆ คนก็มักเป็นอย่างควายในเรื่องนี้ คือ มองเห็นแต่จุดดำ หรือข้อผิดพลาดของคนอื่นมากกว่าจุดดีๆ หรือสิ่งดีๆ ในตัวเขา ที่แย่กว่านั้น คนแบบนี้มักจะไม่ค่อยย้อนมองดูตัวเอง จึงไม่รู้ว่าตัวเองมีส่วนที่เป็นสีดำมากกว่า และแย่กว่าจุดดำเล็กๆ ที่คนอื่นมีเสียอีก

คนเรานั้นไม่มีใครดีพร้อมหรอก ทุกคนต่างก็มีจุดบกพร่องและเรื่องไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ แซมอยู่ในตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา ถ้าเขาเป็นคนดี การคบเขาก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว ส่วนข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น เมื่อสนิทชิดเชื้อพอที่จะเตือนกันได้ ก็ค่อยเตือนเขาให้ปรับปรุง ซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของเพื่อนแท้

ดังนั้น จำไว้ว่า อย่าเพิ่งประเมินใครในแง่ร้ายจนกว่าจะได้รู้จักคนๆ นั้นจริงๆ เพราะอาจจะเสียโอกาสที่จะได้รู้จักคนดีที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า ในชีวิตของเรา จะมีโอกาสเจอคนดีๆ อย่างนั้นได้สักกี่ครั้งกันเชียว

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

ประสบการณ์นักบริหาร ตอน การใช้ภาวะผู้นำ

 วันนี้กระผมมีบทความดี ๆ ที่มีสาระและเป็นประโยชน์สำหรับพี่ ๆ น้อง มีเนื้อหาโดยสรุปย่อดังนี้ ครับ
หัวข้อบรรยาย : ประสบการณ์นักบริหาร ตอน การใช้ภาวะผู้นำ
ผู้บรรยาย : ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
คำบรรยายโดยย่อ :
การเป็นผู้นำ มีแนวทางและคุณสมบัติ 8 ประการ คือ
ประการที่ 1 การยึดแนวทาง "คุณธรรม" นั่นคือการเป็นคนที่มีคุณค่า และคุณธรรม
ประการที่ 2 การยึดแนวทาง "เห็นการณ์ไกล" หรือ "Vision" เป็นการมองเห็นการณ์ไกล การมองไปข้างหน้าเสมอ ด้วยความพยายามและความตั้งใจ
ประการที่ 3 การยึดแนวทาง "บวกเสมอ" ถ้าเราคิดทุกอย่างเป็นบวก เราจะมีพละกำลังและพลังงานบวกอยู่ในตัว ทำให้มีความพยายามมากขึ้น
ประการที่ 4 การยึดแนวทาง "สร้างแรงบันดาลใจ" หรือ การมี Innovation การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆตลอดเวลา อย่างไม่รู้จบ
ประการที่ 5 การยึดแนวทาง "คนเก่งกว่าเรา" การเห็นคนอื่นเก่งกว่าตนเอง เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ และสร้างการเคารพซึ่งกันและกัน
ประการที่ 6 การยึดแนวทาง "รู้ข้อมูล" และ "เรียนรู้ตลอดเวลา" การสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการ อันทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งชีวิต
ประการที่ 7 การยึดแนวทาง "ธรรมชาติสร้างคน" การเป็นธรรมะ และธรรมชาติ นั่นคือ การมีเหตุมีผลตามหลักคำสอนพุทธศาสนา มีธรรมะอยู่ในใจ มีความเป็นธรรมชาติ
ประการที่ 8 คือการนำแนวทางทั้ง 7 ประการข้างต้นมารวมกัน อันได้แก่ "คุณ - เห็น - บวก - สร้าง - คน - รู้ - ธรรม" นั่นคือการสร้างคนที่มีคุณสมบัติทั้ง 7 ประการ

ขอบคุณความรู้ดี ๆ จาก http://www.trueplookpanya.com

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

7 Habits: อุปนิสัยที่ 2 Begin with the end in mind


 บทความจาก Prakal's Blog
              เมื่อวานนี้ได้เขียนอุปนิสัยที่ 1 ของ 7 อุปนิสัยแห่งคนที่มีประสิทธิผลสูง ซึ่งก็คือ เรื่องของ Proactive ครับ วันนี้จะมาต่อในอุปนิสัยที่ 2 ก็คือ Begin with the end in mind ก็คือการเริ่มต้นจากเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเรา  การที่เราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดๆ ก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องมีก่อน ก็คือ นิสัยแบบ Proactive จากนั้นก็มาต่อด้วยการที่เราจะต้องมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเราเองว่า จริงๆ แล้วเป้าหมายนั้นคืออะไร สิ่งที่ผู้เขียนเขาแนะนำก็คือ ให้คิดดูว่า ถ้าเราเสียชีวิตไปแล้ว เราอยากให้คนอื่นๆ พูดถึงเราว่าอย่างไร อยากให้เขามองเราว่าเป็นอย่างไร ดีอย่างไร
ผมคิดว่าเรื่องของเป้าหมายของคนเรานั้นเป็นเรื่องที่จะต้องกำหนดให้ ชัดเจนก่อนเลย ว่าเราต้องการจะประสบความสำเร็จอะไร อย่างไร แล้วเราจะเริ่มต้นวางแผนจากเป้าหมายนั้นถอยกลับมาว่า ถ้าเราอยากจะบรรลุเป้าหมายนั้นๆ จริงๆ เราจะต้องทำอะไรบ้าง และทำอย่างไร โดยกำหนดเป็นขั้นตอนให้ชัดเจน
จะว่าไปผมว่าก็เป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งที่คนเรามักจะไม่ค่อยใส่ใจมาก นัก กล่าวคือ เรามักจะมีเป้าหมาย อยากเป็นโน่น เป็นนี่ อยากจะประสบความสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้ เราทุกคนล้วนมีความฝันที่อยากจะเป็นในสิ่งที่ดีกว่าวันนี้ แล้วเราก็ได้แค่ฝัน เราไม่ยอมตื่นขึ้นมาเพื่อทำฝันของเราให้เป็นจริง ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกแห่งความฝัน ว่าสักวันหนึ่งเราจะเป็น จะได้ในสิ่งที่เราฝัน โดยที่เราไม่ได้คิดจะเริ่มลงมือทำอะไรเลย
แต่อุปนิสัยที่ 2 ของ 7 Habits นั้น สอนเราว่า
  • กำหนดภาพเป้าหมายของเราให้ชัดเจน ต้องฝันให้ชัดๆ เลยนะครับ ว่าเราจะต้องการเป็นอะไร บรรลุอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร ยิ่งทำให้ภาพเป้าหมายชัดเจนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างพลังและแรงจูงใจให้เราได้มากขึ้นเท่านั้น
  • เริ่มต้นวางแผน และกำหนดขั้นตอนให้ไปตามเป้าหมายที่เราฝันไว้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ตื่นจากความฝันที่เราวาดไว้ แล้วเริ่มต้นลงมือทำฝันให้เป็นจริงซะ โดยการกำหนดวิธีการแผนงาน และขั้นตอนที่ชัดเจนเพื่อที่จะทำให้เราบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • เริ่มต้นลงมือทำทุกวัน ผมว่าข้อนี้คือสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราไปถึง หรือไม่ถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ ก็คือ การเริ่มต้นลงมือทำวันละนิดหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ หลายๆ วันเข้าก็จะกลายเป็นความสำเร็จขึ้นมาได้
  • ต้อง Proactive ในทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นจะต้องมีอุปนิสัยที่ 1 ก็คือ Proactive เป็นตัวผลักดันตนเองอยู่เสมอ มิฉะนั้นแล้ว เราก็จะเริ่มกลับมารักความสบายแบบเดิมๆ ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แต่อยากประสบความสำเร็จ ซึ่งมันก็คงจะเป็นไปได้ยาก
         ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนล้วนมีความฝันที่เราต้องการ แต่สิ่งที่ต้องถามตัวเองก็คือ ความฝันนั้น เป็นเป้าหมายสูงสุดของเราจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่เราต้องการแบบว่า ได้ก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นแบบนี้ ก็คือว่าฝันนั้นอาจจะไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของเรา
คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างดีนั้น จะต้องไม่ลืมที่จะกำหนดเป้าหมายที่เราต้องการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางของ 7 Habits หรือตำราในการพัฒนาตนเองอื่นๆ ที่เขียนๆ กันในโลกนี้ ล้วนแต่สอนให้เราต้องมีการกำหนดเป้าหมายของเราอย่างชัดเจน
การที่เราไม่มีเป้าหมาย ก็เหมือนกับเราขับรถโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน ขับไปเรื่อยๆ วนเวียนไปเรื่อย เปลืองน้ำมันอีกต่างหาก ชีวิตเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เราก็จะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ วนเวียนไปมาแบบเดิมๆ ซึ่งก็เปลืองเวลาในชีวิตของเราเอง  เป้าหมายมีหลายอย่างครับ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเรื่องของความร่ำรวยเพียงอย่างเดียวครับ เราอาจจะตั้งเป้าหมายทางด้านการเงิน การทำงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ฯลฯ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการ
วันนี้คุณมีเป้าหมายในชีวิตของคุณแล้วหรือยังครับ

7 Habits of highly effective people : Be Proactive


บทความจาก Prakal's Blog
           เห็นชื่อบทความวันนี้แล้วไม่ต้องแปลกใจนะครับ สัปดาห์นี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ 7 อุปนิสัยของคนที่มีประสิทธิผลสูง ของ Stephen R. Covey ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านผู้นี้ถือเป็นอาจารย์ท่านแรกๆ ที่ผมรู้จักในเรื่องของแนวคิดการพัฒนาตนเองในสมัยที่ผมเพิ่งเรียนจบ ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบในช่วงสองถึงสามปีแรกของการทำงาน และได้นำเอาแนวคิดเหล่านี้ไปใช้จริงๆ ในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว ใช้บ้าง ลืมบ้าง แต่ก็ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงๆ ก็เลยอยากจะเขียนบทความถ่ายทอดอุปนิสัยทั้ง 7 เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับ Stephen R. Covey ด้วย ผมเชื่อว่ามีท่านผู้อ่านหลายท่านที่เคยอ่านแล้ว และอาจจะมีบางท่านที่ยังไม่เคยอ่านมาก่อน ก็ถือว่าเป็นการทบทวน และได้ความรู้ใหม่ไปในตัวนะครับ
ผู้เขียนได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นิสัยทั้ง 7 นี้ ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราเป็นบุคคลที่มีประสิทธิผลสูง ซึ่งจากผลการสำรวจของบริษัทของผู้เขียนเอง จะเห็นว่ามีหลายๆ คนที่สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยอาศัยอุปนิสัยทั้ง 7 นี้
อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงนิสัย แปลว่า เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงนิสัยของเราบางอย่าง อะไรที่เป็นสิ่งที่เราเคยชิน และไม่ได้ทำให้เรามีประสิทธิผลสูงขึ้น นิสัยเหล่านี้นก็จะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนนิสัยนี้เป็นสิ่งที่ยากมากทีเดียวครับ แต่ถ้าใครทำได้ นั่นก็คือ เขากำลังที่จะเข้าสู่การเป็นบุคคลที่มีประสิทธิผลสูงนั่นเอง เราลองมาดูนิสัยที่ 1 กันดีกว่าครับว่า Stephen R. Covey เขาว่าอย่างไรบ้าง
อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive
ในหลักการของ 7 อุปนิสัยที่กำลังจะเล่าให้อ่านกันนี้ 3 อุปนิสัยแรก จะเป็นการเอาชนะตัวเองก่อน จากนั้นอีก 3 อุปนิสัยถัดมา ถึงเป็นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น และนิสัยสุดท้ายก็คือ การพัฒนาต่อยอดและการรักษานิสัยทั้งหมดนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป
อุปนิสัยแรก ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Proactive นั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้ภาษาไทยว่าอะไร พูดกันง่ายๆ ก็คือ เป็นคนที่ไม่ Reactive ก็คือ ไม่ทำตนลอยไปลอยมาตามสถานณ์ที่พาเราไป คนที่ proactive จะไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างภายนอก แต่เขาจะยืนหยัดในสิ่งที่เขาเห็นว่าถูกต้อง และทำให้เราสามารถควบคุมตนเองได้
นิสัยแรกนี้ ผู้เขียนเขาเปรียบเทียบให้ฟังว่า คนเราที่ต่างกับสัตว์ทั่วไปก็ตรงที่ คนเรานั้นมีสิทธิที่จะเลือกที่จะตอบสนองได้ ไม่เหมือนสัตว์ที่ตอบสนองตามสัญชาติญานเท่านั้น เช่น ถ้าเรานั่งรถติดอยู่ในรถนานๆ เราจะเลือกอารมณ์เสีย พาลด่าคนอื่นไปทั่ว แล้วก็ทำให้เราเองเสียสุขภาพจิตไปด้วย หรือเราจะเลือกที่จะทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากรถที่ติด โดยเลือกคิดในทางบวกมากกว่า เช่น ติดนานๆ ก็ดี จะได้มีเวลาคุยกับแฟนเยอะหน่อย หรือ หาซีดี เรียนภาษาต่างประเทศมาเปิดเพื่อนั่งฟังไปด้วยในขณะที่รถติด ฯลฯ เราสามารถที่จะเลือกตอบสนองต่อสถานณ์การต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ นี่คือตัวอย่างของนิสัยที่ 1 Proactive ครับ
ผมเองคิดเสมอว่านี่คือนิสัยแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จเลยครับ เพราะถ้าเราขาดสิ่งที่เรียกกว่า Proactive ก็จะทำให้เราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเองเลย ทำอะไรก็เป็นไปตามสถานการณ์พาไป เข้าข่ายที่ว่า “ปล่อยให้ลมพาไป จะพัดพาเราไป จะไปไหนก็แล้วแต่สายลม” นี่คือนิสัยแบบ Reactive ก็คือ ไม่เป็นนายของตัวเอง แต่ให้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็นนายของเรา คนแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร จริงมั้ยครับ
ผมนั่งนึกถึงนิสัยที่ไม่ Proactive ก็มีดังนี้ครับ
  • อกหัก กินเหล้า ทำร้ายตัวเอง โดยอ้างว่าเสียใจมาก
  • เลือกที่จะเล่นมากกว่าเรียน พอใกล้วสอบก็มาบ่นว่าทำข้อสอบไม่ได้เลย
  • มีคนขับรถปาดหน้า ทนไม่ได้ต้องขับไปปาดกลับให้จงได้ มิฉะนั้นนอนตายตาไม่หลับ
  • สอบไม่ได้ ทำงานไม่สำเร็จ ผลงานไม่ดี ก็ไปโทษฟ้าโทษดิน ปีนี้ปีชงบ้าง ดาวศุกร์เข้าดาวเสาร์แทรก ฯลฯ
ถ้าคนที่มีนิสัยแบบ Proactive จะไม่เลือกที่จะทำให้ตนเองทำอะไรไปตามสถานการณ์ แต่จะเป็นคนที่ควบคุมตนเองเพื่อเอาสถานการณ์นั้นให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง มากกว่าไม่ว่าจะอกหัก หรือ ทำงานไม่สำเร็จ หรืออะไรก็แล้วแต่ คนที่ Proactive จะไม่เลือกที่จะทำร้ายตนเองเป็นอันขาด
เลือกที่จะคิดดี ทำดี ทำให้ตนเองสบายใจ และมีความสุข แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ลำบากสักแค่ไหน ก็เลือกที่จะทำให้ตัวเองสบายใจได้ครับ แบบนี้แหละครับที่เขาเรียกกว่า Proactive
ตัวอย่างอีกเรื่องที่เห็นภาพเลยก็คือ ถ้าเราตั้งเป้าหมายบางอย่างไว้ เราก็ต้องเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายนั้น นิสัยแบบนี้ก็คือ Proactive เช่น ถ้าเราตั้งใจว่าจะลดความอ้วน เราก็จะมีการวางแผนไว้ว่าจะต้องตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกาย แต่พอถึงเวลานาฬิกาปลุกตอนเช้าดังขึ้น คนที่ Reactive ก็จะกดทิ้งแล้วก็นอนต่อไป เพราะคิดเอาสบายไว้ก่อนตามที่เคยสบาย แต่ถ้าคนที่ Proactive ก็จะกดทิ้งแล้วลุกขึ้นทันที เพื่อที่จะออกไปออกกำลังกาย เพื่อที่จะได้ลดความอ้วนให้ได้ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้นั่นเองครับ
แล้ววันนี้ คุณเลือกที่จะ Proactive หรือ Reactive ครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ทุกวัน




ในการทำงานทุกอย่างย่อมมีการเริ่มต้น สิ่งดีดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่ลงมือทำ บางคนอาจประสบความสำเร็จตั้งแต่ลงมือทำเป็นครั้งแรก แต่ถ้ามันยังไม่สำเร็จก็คงมีสักครั้งที่เราไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ในการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอกับงานที่ห่างไกลกับความสำเร็จนั้นก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นที่ตั้ง เมื่อใดที่เหนื่อยและท้อ จงบอกตัวเองว่าเรายังอดทนไม่พอ

“เป้าหมายที่ยาวไกล ต้องอาศัยความอดทนเป็นที่ตั้ง”

วิธีทำงานที่ได้ประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุดคือ ในเวลาการทำงานอย่าเอาใจไปอยู่ที่คนอื่น อย่าเอาใจไปอยู่ที่งาน ให้เอาใจไว้ที่ตัวเอง


เมื่อไหร่ที่เอาใจไปไว้ที่คนอื่น ความพอใจหรือความไม่พอใจย่อมเกิด ก็อาจพาให้งานสำเร็จช้าลง ยิ่งถ้าเกิดการไม่พอใจ นอกจากทำให้เป้าหมายห่างไกลกว่าเดิมแล้ว บางครั้งอาจละทิ้งเป้าหมายนั้นได้ แม้เกิดความพอใจก็ใช่จะดี เพราะความพอใจย่อมเกิดการโอนอ่อนผ่อนตามงานก็อาจเสียได้เช่นกัน

เมื่อไหร่ที่เอาใจไปไว้ที่งาน บางที่เป้าหมายนั้นยังอีกไกลก็อาจท้อได้ ใจที่พะวงอยากไปให้ถึงเป้าหมายไวๆความสนุกในการทำงานก็จะไม่เกิด

การเอาใจไว้ที่ตนเองนั้นจะเป็นการทำงานอย่างมีสติ ยิ่งถ้าเรารู้หลักแล้ว การทำงานทุกงานเป็นการฝึกสติ “สติมาปัญญาเกิด” งานที่ทำด้วยปัญญาจะเกิดข้อผิดพลาดได้อย่างไร งานก้าวหน้าไปถึงไหนก็จะรู้ สติปัญญาจะพาให้งานดำเนินการไปได้ด้วยดี งานจะเสร็จไว ถ้าใจเรามีสติ

วิธีหนึ่งที่ให้ถีงเป้าหมายโดยไวคือลองปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยนวิธีทำ ใช้แรงเท่ากันอาจได้งานไม่เท่ากัน บางครั้งเนื้องานอาจเห็นไม่ชัดเจนในรูปธรรม การปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยนวิธีทำ ในเวลาเท่ากันเราอาจได้งานมากกว่าเดิม นั่นคือเราก็จะมีเวลาเพิ่มขึ้น เราจะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น มีเวลาชื่นชมธรรมชาติมากขึ้น มีเวลาพักใจมากขึ้น ใจที่ได้หยุกพักจะเกิดความสงบ แล้วความสุขก็จะอยู่ในกำมือของเรา

ในหลายๆครั้งที่เราไม่อาจพบกับความสำเร็จได้โดยไว อย่างที่ใจอยากให้เป็น เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็จะเป็นที่มาของความทุกข์ ให้เรามองดูทุกวันของเรา ถ้าเรามีรอยยิ้มในทุกวัน และสามารถทำให้คนรอบข้างยิ้มได้ นั้นแหละเป็นความสำเร็จในชีวิตที่เราคาดไม่ถึง


เป้าหมายเล็กๆของใครบางคน ที่ทำให้คนรอบข้างของตัวเราเองยิ้มได้ทุกวัน ย่อมสูงค่ากว่า เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียน้ำตา

หมั่นพิจารณาการกระทำของตนเองให้ดีๆ ในการกระทำของเราหนึ่งครั้ง เราไม่อาจทำให้คนถูกใจคนได้ทุกคน หากแต่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียน้ำตาเราจะสามารถแหงนหน้ามองฟ้าได้อย่างเต็มภาคภูมิเช่นนั้นรือ เมื่อรู้ว่าทำแล้วไม่ดี จะหาความดีจากที่ใด ถ้าเราไม่รู้จักเตือนตนเองแล้ว จะไปให้ใครมาเตือน เป็นคนที่รู้จักเตือนตนนั่นแหละดี เพราะบางทีมีคนมาเตือนก็พาลโกรธเขาไปอีก “ความสำเร็จย่อมเกิดกับผู้ที่ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ” จงเตือนตนเองว่าเราต้องลงมือทำ อย่างสม่ำเสมอ ตั้งเป้าเอาไว้แล้ววางมันลง หัดยิ้มให้กับตนเอง ยิ้มให้กับคนรอบๆตัวเราเสียบ้าง ....เป้าหมายอาจเป็นเพียงกำไร ถ้าเรายิ้มได้ทุกวัน ....

แล้วคุณมองเห็นความสำเร็จของคุณเองในทุกๆวันหรือยัง ถ้ายังไม่เห็นก็จงทำมันเสียเถิด