ปัญญารู้เท่าทันชีวิตนั้น ทำให้เรามีความสามารถอยู่ได้ทุกแห่ง
เจอได้ทุกสถานการณ์ แม้เรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่คนอื่นเป็นทุกข์
หากเรามีปัญญาก็สามารถหาความสุขได้จากทุกข์นั้น มองเห็นคุณค่า
และกลับรู้สึกว่า ความทุกข์นั้นมีประโยชน์ เช่น มองเห็นว่าความทุกข์เป็นครู
ความทุกข์นั้นมีประโยชน์ เช่น มองเห็นว่าความทุกข์เป็นครู
ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราต้องสนใจ ความทุกข์ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
ทำให้เรามีกัลยาณมิตร ทำให้เรามีศรัทธา นี่เรียกว่าเป็น ผู้มีปัญญา
สามารถเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขได้
เปลี่ยน "สุข" เป็น "ทุกข์"
ส่วนคนเขลานั้น แม้ในยามสุข ก็เปลี่ยนสุขให้เป็นทุกข์ได้ เช่น
ในยามที่มีความสุข ดันไปวิตกกังวลว่าความสุขมันจะหมดไป
หรือในยามที่กำลังมีความรัก แทนที่จะชื่นชมกับความรัก
กลับไประแวงว่าคนรักจะเปลี่ยนใจไปชอบคนอื่น หรือวันที่ยังมีกำลังวังชา
แทนที่จะทำงานให้เต็มที่ แต่ดันไปวิตกกังวลว่าเราจะแก่ หรือจะทำงานไม่ไหว
คิดหวั่นวิตกไปเรื่อย ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาที่ควรจะมีความสุข
กลับไปทุกข์ล่วงหน้าเสียก่อน
แม้ความทุกข์นั้นจะผ่านพ้นไปแล้ว เช่น ฝนหยุดตกแล้ว
แทนที่จะดีใจที่ฟ้าใส แดดสวย แต่กลับไปนั่งพร่ำบ่นกับถนนที่เปียกแฉะ
ทุกข์กับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว บางคนก็เสียดาย เสียใจ
รู้สึกผิดกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เช่น ขายหุ้นได้กำไรแทนที่จะมีความสุข
แต่กลับเสียดายที่ตัวเองซื้อน้อยไป ถ้าซื้อมากกว่านี้อีกเท่าหนึ่ง
คงได้กำไรอีกเท่าหนึ่ง กลายเป็นความทุกข์จากอำนาจของความโลภ
หรือบางคนทำงานจนประสบความสำเร็จมา ควรจะมีความสุข แต่พอรู้เพื่อนได้ดีกว่า
กลับเป็นทุกข์ อิจฉาริษยา ไม่ได้ชื่นชมสิ่งที่เราได้กลับมาเลย
บางคนแทนที่จะเอาเวลาหรือสติปัญญาทำเรื่องที่ดี ๆ
ก็กลับไปคิดเรื่องที่ไม่ดี ทำร้าย ทำลายคนอื่นจากความอิจฉาริษยา นี่แหละคือ
ผู้ที่ไม่มีปัญญา ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้เทวดา
เปลี่ยน "บุญ" เป็น "บาป"
ในพระไตรปิฎกเล่าไว้ว่า ท้าวสักกะเทวราช จอมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่ออดีตชาตินั้นเคยเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อ "มฆมานพ" อาศัยอยู่ในแคว้นมคธ
โดยดำเนินชีวิตไปในทางบุญกุศลตลอดเวลา ต่อมาก็ชักชวนเพื่อน ๓๒ คน
มาทำสาธารณประโยชน์ พัฒนาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการขุดสระน้ำ ทำถนน
ปลูกต้นไม้ ฯลฯ จนเป็นที่เลื่องลือไปถึงหูพระอินทร์ ก็เกิดความกังวล
เนื่องจากพระอินทร์นั้น
เป็นตำแหน่งของพระราชาแห่งเทพทั้งปวงในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ตำแหน่งนี้จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามผลแห่งบุญกรรมที่ได้กระทำไว้
พระอินทร์พระองค์ใดสิ้นบุญหรือหมดบุญที่ตนได้กระทำมา
ก็จะมีองค์ใหม่ขึ้นมาแทนที่
ดังนั้น เมื่อเห็นมานพหนุ่มผู้นี้ทำความดีมากเข้า
จึงเกรงว่าผลบุญจะส่งเขามาเป็นพระอินทร์แทนที่ตน
จึงคิดหาทางขัดขวางงานของมานพหนุ่มไม่ให้ประสบความสำเร็จ
แต่ยิ่งขัดขวางเท่าไหร่
อายุขัยของการเป็นพระอินทร์ของท่านก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อย ๆ
จากความอิจฉาริษยาของตนเอง
และในที่สุดผลบุญก็ส่งให้มฆมานพกลายเป็นพระอินทร์องค์เดิม
เปลี่ยน "คุณ" เป็น "โทษ"
นี่คือหนึ่งบทเรียนจากอำนาจความอิจฉาริษยา และการตั้งจิตตั้งใจไว้ไม่ถูก
ทำให้เกิดทุกข์อย่างที่เล่ามานี้ ฉะนั้น เมื่อใดที่รู้ว่าจะมีคนมาแทนเรา
เช่น ในที่ทำงาน เราก็ควรยินดี และสนับสนุน ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์
เพื่อคนใหม่จะได้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก
แต่ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าทำมาเหนื่อยแทบตาย ใครก็ไม่รู้จะมาชุบมือเปิบ
อุบไว้ดีกว่า ไม่ยอมบอก ให้มันลองผิดลองถูกเอง
จะได้ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเรา
แทนที่จะชื่นชมยินดี มีมุทิตาจิตที่มีคนเก่ง
หรือเก่งกว่าเรามาแทนตนกลับไม่รู้สึกยินดีเป็นสุข
จิตใจก็เป็นกลายเป็นทุกข์ได้
ซึ่งคนที่คิดแบบนี้ก็ล้วนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งนั้น
เหล่านี้ล้วนตอกย้ำว่า การที่เรา "รู้อะไร" ก็ตามนั้น
ไม่สำคัญเท่า "รู้อย่างไร"
เพราะรู้แล้วควรเกิดประโยชน์ทางบวก ไม่ใช่ทางลบ ยกตัวอย่างเรื่อง อริยสัจ ๔
หากเรารู้แล้วนำมาปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง
แน่นอนว่ามันก็สามารถใช้ดับทุกข์ได้ แต่หลายคนรู้เรื่องอริยสัจ ๔
เพียงเพื่อนำมาท่องอวดคนอื่น หรือข่มคนอื่น
แต่ไม่ได้ตอบปัญหาชีวิตของตัวเอง ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ความรู้ไม่ได้มีไว้อวด บางคนถามอะไร รู้หมด แต่ดับทุกข์ไม่เป็น
หรือดับทุกข์ไม่ได้ ทางพระพุทธศาสนาไม่ถือว่ารู้
พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีความรู้ไว้ฝึกฝนตนเองให้พ้นทุกข์
ถ้าเรารู้แล้วนำไปใช้ไม่ถูก หรือนำไปใช้ไม่เป็น
รู้เพื่ออวดหรือเพื่อข่มคนอื่น ความรู้นั้นก็ไม่เป็นประโยชน์ที่แท้จริง
ฉะนั้น คนรู้น้อย
แต่นำไปฝึกฝนทำประโยชน์แก่ตนและคนอื่นได้ดีกว่าคนรู้มาก แต่ใช้ได้ไม่เป็น
ก็เปล่าประโยชน์ นี่เองจึงทำให้ "รู้อย่างไร"
จึงสำคัญกว่า "รู้อะไร"
.....................................................................................................................................
"รู้อย่างไร" สำคัญกว่า "รู้อะไร"
คำคม
วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556
"ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ลองเล่น" ...
ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ลองเล่น
"การลองผิดลองถูก"
เป็นหลักคิดที่คนสนุกกับ ชีวิตชอบนำไปใช้
อยากทำอะไรก็ทำ...อยากคิดอะไรก็คิด
ถูกหรือผิด...ดี หรือไม่ดี
เอาไว้ว่ากันทีหลัง
ถ้ามองผ่าน ๆ
การลองผิดลองถูก
อาจดูเหมือนกล้าได้กล้าเสีย...กล้า ใช้ชีวิต
เจ๋งดี...เท่ดี...ลุยดี
แต่จริง ๆ แล้ว...ไม่ดีนักหรอก
หากเราลองผิดลองถูกโดยไม่มีสติ
ไม่ รู้เท่าทัน...ไม่รอบคอบ
รับประกันได้ว่า...
จะมีแต่ลองแล้วผิด
ไม่ มีทางลองแล้วถูก
ถึงแม้ว่าการลองผิดลองถูก
จะมีความจำเป็นอยู่ บ้าง
แต่ถึงอย่างไร...
ชีวิตเราก็ไม่ใช่เครื่องเซ่น
ที่มีไว้ สังเวยการทดลองสุ่มสี่สุ่มห้า
การลองผิดลองถูก...
อาจเหมาะสำหรับ บางเรื่อง
แต่ไม่ใช่สำหรับทุกเรื่อง
ก่อนที่เราจะลองอะไร
ก็ต้อง ตรองให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
ว่าสมควรลองหรือไม่อย่างไร
บางเรื่องไม่ต้องลอง...ก็รู้อยู่แล้วว่าผิด
บางอย่างไม่ต้องทดสอบ...ก็เห็นอยู่แล้วว่าถูก
เราใช้วิจารณญาณตัดสินได้
ไม่ต้องเสียเวลา "ลองของ"
เพราะบางเรื่องถ้าลองแล้วผิด
ชีวิตอาจไม่ให้โอกาสเราลองใหม่อีกรอบ
ผลลัพธ์ ของการลองผิดลองถูก
ไม่ใช่แค่ออกหัวหรือก้อย...ผิดหรือถูก
แล้วนำไป ใช้ในชีวิตได้ทันที
แม้ว่าบางเรื่องลองแล้วถูก...
แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ความถูกนั้น
จะมีประโยชน์อะไรมากมาย
บางทีอาจนำมาใช้อย่างจริงจังไม่ ได้
ชีวิตไม่ได้ต้องการการทดลองอะไรนักหนาหรอก
แค่เรามีสติและเข้าใจความ เป็นจริงให้มาก
เพียงเท่านี้เราก็เดินถูกทางได้
แต่หากว่าเราเข้าไม่ ถึงชีวิต
ชอบลองผิดลองถูกเรื่อยเปื่อย
เราอาจทำได้แค่เดิน...เดินไป ลองนั่นลองนี่
เดินสามก้าว...ถอยสิบก้าว
เดินกี่ปีก็ไม่ถึงเป้าหมาย สักที
การลองผิดลองถูกมีเงื่อนไขว่า...
เหมาะกับบางคนและบางกรณี
ไม่ ได้เหมาะสำหรับทุกคนทุกเรื่อง
ฉะนั้น...อย่าลองผิดลองถูกเพียงเพราะว่าใจ สั่งมา
อย่าลองชีวิตแบบเล่น ๆ ตามความรู้สึกที่ไม่เข้าท่า
ถ้าเราอยากลองผิดลองถูก
ก็ต้องรู้จักเลือกลอง...ลองให้เป็น
ไม่ใช่ลองผิดลองถูกมาตลอดชีวิต
แต่ไม่เคยทำอะไรถูก
และหาคำตอบไม่ได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก
"ส่วนหนึ่งของชีวิต" ... (heart : นิ้วกลม)
ในชีวิต
มีบางคนที่เราเคยมีความรู้สึกมากมาก
เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกก็ค่อยค่อยจางลง
จนเราลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยรู้สึกกับเขามากมาย ขนาดนั้น
เสียดายเมื่อทำสิ่งสำคัญหล่นหาย
แต่ที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ
เมื่อ เวลาผ่านไป
สิ่งที่เคยสำคัญกลับมิได้สำัคัญเช่นเคย
ดูคล้ายชีวิตเป็นการเดินทาง
ที่เต็มไปด้วยความสูญเสียและสูญหาย
แต่หากลองคิดดูดีดี
คนคนนั้นไม่ได้หายไปไหน
เขายังอยู่กับเราเสมอ
สิ่ง ทีเ่กิดขึ้นระหว่างที่ใช้เวลาด้วยกันทำให้เราเป็นเราในวันนี้
ตัวเราใน วันนี้คือผลลัพธ์จากการพบปะผู้คนของเมื่อวาน
ถ้าวันนั้นเราไม่ได้เจอกัน
วันนี้เราคงไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่
ไม่ ว่าดีหรือร้าย
คนคนนั้นได้กลายเป็่นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว
การเจอกันของใครบางคน ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ
มี ที่มาที่ไป ซึ่งเราอาจจะยังหาคำตอบไม่พบ
แต่อย่างน้อย เมื่อเขามาแล้วผ่านไป
ชีวิต เราย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ุคุณ คือ ส่วนหนึ่งของชีวิต นะ
มีบางคนที่เราเคยมีความรู้สึกมากมาก
เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกก็ค่อยค่อยจางลง
จนเราลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยรู้สึกกับเขามากมาย ขนาดนั้น
เสียดายเมื่อทำสิ่งสำคัญหล่นหาย
แต่ที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ
เมื่อ เวลาผ่านไป
สิ่งที่เคยสำคัญกลับมิได้สำัคัญเช่นเคย
ดูคล้ายชีวิตเป็นการเดินทาง
ที่เต็มไปด้วยความสูญเสียและสูญหาย
แต่หากลองคิดดูดีดี
คนคนนั้นไม่ได้หายไปไหน
เขายังอยู่กับเราเสมอ
สิ่ง ทีเ่กิดขึ้นระหว่างที่ใช้เวลาด้วยกันทำให้เราเป็นเราในวันนี้
ตัวเราใน วันนี้คือผลลัพธ์จากการพบปะผู้คนของเมื่อวาน
ถ้าวันนั้นเราไม่ได้เจอกัน
วันนี้เราคงไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่
ไม่ ว่าดีหรือร้าย
คนคนนั้นได้กลายเป็่นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว
การเจอกันของใครบางคน ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ
มี ที่มาที่ไป ซึ่งเราอาจจะยังหาคำตอบไม่พบ
แต่อย่างน้อย เมื่อเขามาแล้วผ่านไป
ชีวิต เราย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ุคุณ คือ ส่วนหนึ่งของชีวิต นะ
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556
คิดอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น
จิตของเรานี้มีพลัง คิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้า
แต่พวกเรามักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับจิตใจของตัวเองเท่าที่ควร ทั้ง ๆ
ที่เราทุกคนอยากจะมีีความสุข
แต่จิตใจของตนกลับปล่อยให้คิดฟุ้งซ่านไปตามกิเลสตัณหา
ซึ่งเป็นการสร้างทุกข์เพิ่มขึ้น ๆ เช่น อยากจะรวย อยากจะมีแฟน อยากจะได้ยศ
ตำแหน่ง
ความอยากจะมี แสดงถึง ความไม่ีมี
ความอยากจะรวย แสดงว่า จน
เท่ากับเราไม่มีความพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง ความคิดอยาก ๆ เป็นกิเลสตัณหาซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
ในทางตรงกันข้าม หากจิตใจเรามีความสันโดษ มีความพอใจในสิ่งที่เรามี เราก็จะมีความสุขได้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คำสอนให้รู้จักสันโดษนี้ ไม่ได้สอนให้คนเกียจคร้านในการทำหน้าที่การงาน ทำให้ชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องสันโดษเพื่อให้เรารู้จักพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ สิ่งที่ตนได้มา แต่ในการดำเนินชีวิตพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรามีอิทธิบาท ๔ ซึ่งหมายถึง ทางแห่งความสำเร็จในกิจอันเป็นกุศล มี ๔ ประการคือ
๑. ฉันทะ มีความพอใจในสิ่งที่ทำ
๒. วิริยะ ความเพียรพยายามตั้งใจทำสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ จิตใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุผล เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้น เมื่ออยากจะประสบความสำเร็จในสิ่งใด ก็ให้ตั้งเป้าหมายไว้ตามสมควรแก่ฐานะ ให้จิตใจตั้งมั่นไว้ที่ผลสำเร็จ และปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท ๔ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราก็มีความสุขอยู่ได้ในปัจจุบัน
เมื่อมีจิตใจดี มีความสบายใจแล้ว
โอกาสที่ชีวิตจะประสบความสำเร็จ
ในสิ่งที่ปรารถนาก็มีมากขึ้น
แม้จะรับประกันไม่ได้ เพราะตามธรรมชาติของวัฏสงสารก็ไม่แน่นอน ไม่มีใครรอดพ้นไปจากความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ได้ แต่ในแ่ง่จิตใจเราก็ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร หากไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ก็ให้เข้าใจว่า
เมื่อเราตั้งใจทำดีที่สุดด้วยใจที่สงบ
เราได้ทำเหตุที่ดีแล้ว
ก็ต้องยอมรับผลด้วยใจที่สงบเหมือนกัน
เรื่องสุขภาพร่างกายของเราก็เหมือนกัน ถึงแม้เราสุขภาพไม่ดี กำลังป่วยอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเราคิดกังวลอยู่ตลอดเวลา เราไม่สบาย ๆ เมื่อจิตใจคิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ ความคิดในแง่ลบของเราก็มีอิทธิพลทำให้สุขภาพกายแย่ลง
ในทางตรงกันข้าม ให้เราคิดในแง่บวก เช่น สมมติว่าเป็นโรคหัวใจ ก็ให้กำหนดจิตเพ่งไปที่หัวใจ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจสบาย ๆ ส่งกระแสความรู้สึกที่ดี แผ่เมตตาไปที่ "หัวใจ" จินตนาการ ในทางบวกว่า หายแล้ว ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ทุก ๆ วัน ในส่วนของการรักษาทางกาย ก็กินยา ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ตามปกติ ปฏิบัติตามนี้แล้วสุขภาพจิตก็จะดีขึ้น มีกำลังใจ โอกาสที่สุขภาพกายจะดีขึ้นก็มีมาก
ขอขอบคุณ http://www.gotoknow.org/posts/532353
ความอยากจะมี แสดงถึง ความไม่ีมี
ความอยากจะรวย แสดงว่า จน
เท่ากับเราไม่มีความพอใจในชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง ความคิดอยาก ๆ เป็นกิเลสตัณหาซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
ในทางตรงกันข้าม หากจิตใจเรามีความสันโดษ มีความพอใจในสิ่งที่เรามี เราก็จะมีความสุขได้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คำสอนให้รู้จักสันโดษนี้ ไม่ได้สอนให้คนเกียจคร้านในการทำหน้าที่การงาน ทำให้ชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องสันโดษเพื่อให้เรารู้จักพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ สิ่งที่ตนได้มา แต่ในการดำเนินชีวิตพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรามีอิทธิบาท ๔ ซึ่งหมายถึง ทางแห่งความสำเร็จในกิจอันเป็นกุศล มี ๔ ประการคือ
๑. ฉันทะ มีความพอใจในสิ่งที่ทำ
๒. วิริยะ ความเพียรพยายามตั้งใจทำสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ จิตใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่
๔. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุผล เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้น เมื่ออยากจะประสบความสำเร็จในสิ่งใด ก็ให้ตั้งเป้าหมายไว้ตามสมควรแก่ฐานะ ให้จิตใจตั้งมั่นไว้ที่ผลสำเร็จ และปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท ๔ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราก็มีความสุขอยู่ได้ในปัจจุบัน
เมื่อมีจิตใจดี มีความสบายใจแล้ว
โอกาสที่ชีวิตจะประสบความสำเร็จ
ในสิ่งที่ปรารถนาก็มีมากขึ้น
แม้จะรับประกันไม่ได้ เพราะตามธรรมชาติของวัฏสงสารก็ไม่แน่นอน ไม่มีใครรอดพ้นไปจากความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ได้ แต่ในแ่ง่จิตใจเราก็ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร หากไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ก็ให้เข้าใจว่า
เมื่อเราตั้งใจทำดีที่สุดด้วยใจที่สงบ
เราได้ทำเหตุที่ดีแล้ว
ก็ต้องยอมรับผลด้วยใจที่สงบเหมือนกัน
เรื่องสุขภาพร่างกายของเราก็เหมือนกัน ถึงแม้เราสุขภาพไม่ดี กำลังป่วยอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเราคิดกังวลอยู่ตลอดเวลา เราไม่สบาย ๆ เมื่อจิตใจคิดวนเวียนอยู่อย่างนี้ ความคิดในแง่ลบของเราก็มีอิทธิพลทำให้สุขภาพกายแย่ลง
ในทางตรงกันข้าม ให้เราคิดในแง่บวก เช่น สมมติว่าเป็นโรคหัวใจ ก็ให้กำหนดจิตเพ่งไปที่หัวใจ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจสบาย ๆ ส่งกระแสความรู้สึกที่ดี แผ่เมตตาไปที่ "หัวใจ" จินตนาการ ในทางบวกว่า หายแล้ว ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ทุก ๆ วัน ในส่วนของการรักษาทางกาย ก็กินยา ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ตามปกติ ปฏิบัติตามนี้แล้วสุขภาพจิตก็จะดีขึ้น มีกำลังใจ โอกาสที่สุขภาพกายจะดีขึ้นก็มีมาก
ขอขอบคุณ http://www.gotoknow.org/posts/532353
นิทาน "ตำนานขนม ค-ร-ก"(คน-รัก-กัน)
ไอ้กะทิ หนุ่มน้อยแห่งดงมะพร้าวเตี้ย แอบมีความรักกับ หนูแป้ง สาวสวยประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งคู่เจอกันวันลอยกระทง และสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอยึดมั่นความรักแท้ที่มีต่อกันชั่วฟ้าดินสลาย
ไอ้กะทิ ก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบหาเงินเพื่อมาสู่ขอลูกสาวจากผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับถูกปฏิเสธแถมยังโดนผู้ใหญ่ส่งชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือมาลอบทำร้าย แต่ไอ้กะทิก็ไม่ว่ากระไร มันพาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปบ้าน นอนหยอดน้ำข้าวต้มซะหลายวัน แต่ใจยังตั้งมั่นว่า วันหน้าจะมาสู่ขอหนูแป้งใหม่จนกว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน
แต่แล้วความฝันของไอ้กะทิ ก็พังพินาศเมื่อผู้ใหญ่ยก หนูแป้ง ลูกสาวคนสวยให้แต่งงานกับปลัดหนุ่มจากบางกอก ไอ้กะทิ รู้ข่าวจึงรีบกระเสือกกระสนหมายจะมายับยั้งการแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็วางแผนป้องกันไว้แล้ว โดยขุดหลุมพรางดักรอไว้ แต่แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้ายเสียก่อน จึงลอบหนีออกมาหมายจะห้ามหนุ่มคนรักไม่ให้ตกหลุมพราง
คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม หนูแป้งวิ่งฝ่าความมืดออกมาเพื่อดักหน้าไอ้กะทิ ไอ้กะทิเห็นหนูแป้งวิ่งมาก็ดีใจทั้งคู่รีบวิ่งเข้าหากัน ฉับพลัน!!...ร่างของหนูแป้งก็ร่วงหล่นลงไปในหลุมพรางของผู้ใหญ่ฯผู้เป็นพ่อ ต่อหน้าต่อตาไอ้กะทิ อารามตกใจนายกะทิก็รีบกระโดดตามลงไปเพื่อช่วยเหลือหนูแป้ง อารามดีใจสมุนชายฉกรรจ์ของผู้ใหญ่บ้านซึ่งแอบซุ่มอยู่ ก็รีบเข้ามาโกยดินฝังกลบหลุมที่ทั้งคู่หล่นลงไป เพราะคิดว่าในหลุมมีเพียงไอ้กะทิผู้เดียว ...
รุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ขุดหลุมเพื่อดูผลงาน แทบไม่เชื่อสายตาเบื้องล่างปรากฏร่างของ ไอ้กะทิตระกองกอดทับร่างหนูแป้งลูกสาวของตน ทั้งสองนอนตายคู่กันอย่างมีความสุข เมื่อรอยยิ้มถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตา ผู้ใหญ่บ้านรำพึงต่อหน้าศพของลูกสาวว่า..
"พ่อไม่น่าคิดทำลายความรักของลูกเลย"
ตั้งแต่นั้นมาอนุสรณ์แห่งความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณี
ทุกแรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ชาวบ้านที่ศรัทธาในความรักของไอ้กะทิ กับ แม่แป้ง
ก็จะตื่นตั้งแต่เช้ามืด เข้าครัวเพื่อทำขนมที่หอมหวานปรุงจากแป้ง และกะทิ
บรรจงหยอดลงหลุม
พอสุกได้ที่ก็แคะจากหลุม แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกันเป็นสัญลักษณ์ว่า
"จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป"
ขนมนี้จึงถูกเรียกขานกันในนาม "ขนมแห่งความรัก" หรือ ขนม คน-รัก-กัน ต่อมาถูกเรียกย่อ ๆ ว่า 'ขนม ค-ร-ก' นั่นเอง ดัดแปลงและเรียบเรียงจาก... (นว.สส.)
http://www.everykid.com/nitan2/thelover/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)