คำคม
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
คำคมน่าคิดจากหนังสือ "ความรู้สึกคือเหตุผลอย่างหนึ่ง"
คุณค่าที่ดีที่สุดของ"ประสบการณ์"
ไม่ใช่การสอนว่าเรา
"ควรทำ"อะไร
แต่อยู่ที่การเตือนสติว่า
เรา"ไม่ควรทำ" อะไร
คำสบประมาท คือ พลังงานรูปแบบหนึ่ง
ทุกครั้งที่ใครบอกว่าเราทำไม่ได้
จงขอบคุณเขา แล้วทำให้ได้!!!
คำว่า
"แรงกดดัน" หมายความว่า...
เมื่อมีแรง
"กด"ให้ตัวเราต่ำลง
เราจะไม่ยอมแพ้
แต่จะสู้ด้วยการ
"ดัน"ตัวเองให้สูงขึ้น
ปัญญาไม่ได้มีอยู่แต่ในมหาวิทยาลัย แต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
การเรียนรู้
“แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน
ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืน
ก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ
ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืน
ก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ
คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้
ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์
ทั้งคืนทั้งวัน
ก็ยังโง่เท่าเดิม”
ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์
ทั้งคืนทั้งวัน
ก็ยังโง่เท่าเดิม”
ใฝ่เรียนใฝ่รู้
การเรียนรู้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนเราประสบความก้าวหน้าได้ทั้งในเรื่องชีวิตและ การงาน
และยังเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้น หากใครมีกำลังวางแผนจะเที่ยวหรือไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ
ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีสิ่งใหม่ ๆ รอให้เรียนรู้อยู่มากมาย หากสิ่งใดที่เราไม่รู้ ก็ขอให้เปิดใจให้กว้าง
เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราและสามารถนำมาต่อยอดเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมได้
บางคนขณะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวกสบาย อะไรก็รู้ไปหมดเพราะสภาพแวดล้อม
เป็นประเทศไทยของเรา คนไทย และการใช้ภาษาไทย แต่เมื่อไปอยู่ต่างประเทศซึ่งต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา
เราต้องมีการเรียนรู้และปรับตัว บางครั้งผู้เขียนได้เดินทางไปต่างประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่รู้
แต่ผู้เขียนก็ลองเรียนรู้ดู ลองไปขึ้นรถไฟเอง ลองเดินทางเอง ลองทำหลายสิ่งหลายอย่างที่พระสามารถทำได้
นั่นคือ เราจะฉลาดจากการที่เราโง่ หรือ ไม่รู้ หรือ ทำผิดพลาดมาก่อน
เรื่องความโง่ความฉลาดนี้ ผู้เขียนมองว่า จริง ๆ แล้วไม่มีคนโง่ที่แท้จริงหรอก มีแต่ว่าเขายัง“ไม่รู้”
และเรายังค้นหาวิธีที่จะสอนเขาไม่เจอก็เท่านั้น ถ้าผู้ใหญ่จะสอนเด็ก เวลาเห็นเด็กไม่เก่ง ทางที่ดีผู้สอน
ควรจะพูดกับเด็กว่า “เธอยังพยายามน้อยไปไหม” หรือ“ลองตั้งต้นใหม่อีกทีสิลูก”
ซึ่งดีกว่าไปตัดสินว่า เด็กคนนั้นเป็นคนไม่มีคุณค่า หรือทำสิ่งใดไม่ได้เรื่องสักอย่าง
ขณะเดียวกันสำหรับผู้ใหญ่ ในโลกของการทำงาน หากงานใดที่เราทำไม่เป็น ถ้าเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย
แนะนำก็ควรฟัง หรือควรพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด แต่หากบุคคลใดที่ทำงานไม่เป็นแล้วยังมัว
ถือเนื้อถือตัวว่า “เฮ้ย ฉันรู้น่ะ แกไม่ต้องมาบอกฉันรู้ของฉันดี” หากพูดอย่างนี้ นอกจากมองไม่เห็น
หนทางก้าวหน้าแล้ว เพื่อนร่วมงานก็ยังไม่รัก ไม่ใส่ใจอีกแล้ว ขอให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
เหมือนแก้วน้ำที่มีน้ำเพียงครึ่งแก้ว เพราะแก้วที่มีน้ำเพียงครึ่งแก้วจะสามารถเติมน้ำได้เสมอ
แต่หากเราทำตัวเป็นแก้วที่มีน้ำเต็มอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็ไม่อยากเติมอะไรให้ ใคร ๆ ก็ไม่อยากมาสอนเรา
ฉะนั้น ในโลกของการเรียนรู้ อย่าไปคิดว่าเรารู้แล้ว ให้คิดว่า“เรานี่ไม่รู้อะไรเลย ช่างกระจกเสียจริง
เรื่องอะไร ๆ ก็ไม่รู้”หากทุกตัวเช่นนี้แล้วผู้อื่นเขาก็อยากจะสอนเรา แต่ถ้าเราทำเป็นรู้ทุกอย่าง
นั่นคือเรากำลังทำตัวเป็น “เต่า” เป็นสัตว์โลกล้านปี อายุยืนกว่าสัตว์โลกทั้งหมด แต่ทำไมเต่าจึงไม่โตขึ้น
แม้ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตามนั่นเพราะเนื้อของเต่าขยายตัวไม่ได้ เนื่องจากกระดองของมันแข็งและหุ้มเนื้อตัว
ของมันได้
บุคคลใดที่ทำตัวแข็งกร้าว ไม่อ่อนน้อม ใครแนะนำก็ไม่ฟัง เขาคนนั้นจะเป็นเหมือนเต่า นั่นคือขยายตัวไม่ได้
ต่อให้มีอายุเป็นล้านปี ก็โตไม่ได้ ต่างกับ “มนุษย์”ซึ่งเกิดมาโตขึ้นทุกวัน ๆ เพราะมนุษย์รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน
และปรับตัวได้ตลอด
มนุษย์คนไหนที่เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ คนคนนั้นจะเป็นคนที่มีเสน่ห์ น่าพูดคุยด้วยและประสบความสำเร็จ
ในชีวิตได้ เช่นเดียวกับ บิล เกตต์ถึงแม้เขาจะเรียนไม่จบ แต่กลับพบความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตและการงาน
นั่นเพราะเขาเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง นี่แสดงให้เห็นว่า ...
ปัญญาไม่ได้มีอยู่แต่ในมหาวิทยาลัย แต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
วันนี้หากเรายังเป็นลูกน้องเขา แต่ถ้ารักการเรียนรู้ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นนาย กลายเป็นหัวหน้า
แต่หากไม่รักการเรียนรู้ วันนี้เป็นลูกน้องเขา ปีหน้าก็เป็นลูกน้อง ปีต่อไปก็เป็นลูกน้องตลอดไป
เช่นนี้แล้วเมื่อไรจะเป็นหัวหน้าคน เพราะฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้อยู่เสมอ ในอนาคตก็จะสามารถเป็นผู้นำได้
บุคคลใดใฝ่เรียนใฝ่รู้ คนคนนั้นจะกลายเป็นยอดคน ตรงกันข้าม บุคคลใดไม่เป็นคนใฝ่เรียน ใฝ่รู้
คนคนนั้นจะเป็นคนที่เห็นแก่ท้ายทอยคนอื่น เมื่อไรจะขึ้นมาอยู่ข้างหน้าบ้าง เมื่อไรจะกลายเป็น
ผู้นำ (Leader) ถ้าไม่เป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ เราก็จะต้องเป็นผู้ตาม(Follower) อยู่เช่นนั้นตลอด
.............................................................................................................................................
เพียงแค่รู้ัจักเปิดใจเรียนรู้ ยังมีสิ่งดี ๆ ในโลกให้ดูีอีกมากมาย
... (๙ เรื่องเพื่อความก้าวหน้า : ท่าน
ว.วชิรเมธี)
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
นิทานสอนใจ : วัวขาวหางดำ
วัวตัวหนึ่งมีสีขาวทั้งตัว แต่มีสีดำติดอยู่ตรงปลายหางนิดหนึ่ง ควายอีกตัวมีสีดำทั้งตัว ทั้งวัวและควายสองตัวนี้ ต่างก็อยู่ในคอกเดียวกันและเป็นเพื่อนรักกันมานาน
วันหนึ่งควายพูดกับวัวว่า...
| “นี่ วัวจ๋า ฉันมีเรื่องอยากบอกเธอมานานแล้วล่ะ แต่กลัวเธอจะว่าเอา” วัวบอกควาย ว่า “มีอะไรหรือควาย เราเป็นเพื่อนกันนะ เพราะฉะนั้นพูดมาได้เลยจ๊ะ” ควายจึงโล่งใจ และพูดขึ้นว่า “นี่แน่ะวัว ตัวเธอน่ะมีสีขาวสวยงามมากจริงๆ นะ สวยกว่าวัวทุกตัวที่ฉันเคยเห็นเลยล่ะ เสียอยู่หน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง “อะไรหรือ” วัวถาม “ก็ปลายหางของเธอน่ะดำปี๋เลย ดูแล้วไม่สวย เธอไม่น่าจะมีสีดำตรงนั้นเลยนะ” วัวบอกควาย ว่า “ก็จะให้ทำอย่างไรล่ะจ๊ะควาย สีดำตรงนั้นมันติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิดแล้วนี่นา” “ก็นั่นน่ะสิ ไม่รู้จะมีมาทำไมนะ ทำให้เธอเป็นวัวที่มีตำหนิ ไม่สวยเลยล่ะ” ควายยังแสดงความคิดเห็นต่อ ส่วนวัวไม่ได้พูดอะไรอีก มันก้มลงเล็มหญ้า หลังจากวันนั้น ควายก็ยกเอาเรื่องปลายหางสีดำของวัวขึ้นมาพูดทุกวัน “สีดำตรงปลายหางเธอนี่ไม่สวยเลยนะ” “ดูกี่ทีๆ ก็เหมือนมีรอยตำหนิล่ะ” “ถ้าเธอไม่มีรอยดำตรงปลายหาง เธอต้องสวยกว่านี้แน่” “สีดำนั้นดำมากเลยนะ เธอไม่น่ามีมันเลยล่ะ” ในที่สุดวัวก็ทนไม่ไหว พูดกับควายว่า “พอที ทำไมเธอต้องมามองแต่จุดดำของฉัน ไม่สังเกตบ้างหรือไงว่า เธอน่ะดำหมดทั้งตัวเลย” |
คนเราหลายๆ คนก็มักเป็นอย่างควายในเรื่องนี้ คือ มองเห็นแต่จุดดำ หรือข้อผิดพลาดของคนอื่นมากกว่าจุดดีๆ หรือสิ่งดีๆ ในตัวเขา ที่แย่กว่านั้น คนแบบนี้มักจะไม่ค่อยย้อนมองดูตัวเอง จึงไม่รู้ว่าตัวเองมีส่วนที่เป็นสีดำมากกว่า และแย่กว่าจุดดำเล็กๆ ที่คนอื่นมีเสียอีก
คนเรานั้นไม่มีใครดีพร้อมหรอก ทุกคนต่างก็มีจุดบกพร่องและเรื่องไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ แซมอยู่ในตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา ถ้าเขาเป็นคนดี การคบเขาก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว ส่วนข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น เมื่อสนิทชิดเชื้อพอที่จะเตือนกันได้ ก็ค่อยเตือนเขาให้ปรับปรุง ซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของเพื่อนแท้
ดังนั้น จำไว้ว่า อย่าเพิ่งประเมินใครในแง่ร้ายจนกว่าจะได้รู้จักคนๆ นั้นจริงๆ เพราะอาจจะเสียโอกาสที่จะได้รู้จักคนดีที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า ในชีวิตของเรา จะมีโอกาสเจอคนดีๆ อย่างนั้นได้สักกี่ครั้งกันเชียว
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
ประสบการณ์นักบริหาร ตอน การใช้ภาวะผู้นำ
วันนี้กระผมมีบทความดี ๆ ที่มีสาระและเป็นประโยชน์สำหรับพี่ ๆ น้อง มีเนื้อหาโดยสรุปย่อดังนี้ ครับ
หัวข้อบรรยาย : ประสบการณ์นักบริหาร ตอน การใช้ภาวะผู้นำ
ผู้บรรยาย : ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
คำบรรยายโดยย่อ :
การเป็นผู้นำ มีแนวทางและคุณสมบัติ 8 ประการ คือ
ประการที่ 1 การยึดแนวทาง "คุณธรรม" นั่นคือการเป็นคนที่มีคุณค่า และคุณธรรม
ประการที่ 2 การยึดแนวทาง "เห็นการณ์ไกล" หรือ "Vision" เป็นการมองเห็นการณ์ไกล การมองไปข้างหน้าเสมอ ด้วยความพยายามและความตั้งใจ
ประการที่ 3 การยึดแนวทาง "บวกเสมอ" ถ้าเราคิดทุกอย่างเป็นบวก เราจะมีพละกำลังและพลังงานบวกอยู่ในตัว ทำให้มีความพยายามมากขึ้น
ประการที่ 4 การยึดแนวทาง "สร้างแรงบันดาลใจ" หรือ การมี Innovation การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆตลอดเวลา อย่างไม่รู้จบ
ประการที่ 5 การยึดแนวทาง "คนเก่งกว่าเรา" การเห็นคนอื่นเก่งกว่าตนเอง เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ และสร้างการเคารพซึ่งกันและกัน
ประการที่ 6 การยึดแนวทาง "รู้ข้อมูล" และ "เรียนรู้ตลอดเวลา" การสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการ อันทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งชีวิต
ประการที่ 7 การยึดแนวทาง "ธรรมชาติสร้างคน" การเป็นธรรมะ และธรรมชาติ นั่นคือ การมีเหตุมีผลตามหลักคำสอนพุทธศาสนา มีธรรมะอยู่ในใจ มีความเป็นธรรมชาติ
ประการที่ 8 คือการนำแนวทางทั้ง 7 ประการข้างต้นมารวมกัน อันได้แก่ "คุณ - เห็น - บวก - สร้าง - คน - รู้ - ธรรม" นั่นคือการสร้างคนที่มีคุณสมบัติทั้ง 7 ประการ
ขอบคุณความรู้ดี ๆ จาก http://www.trueplookpanya.com
หัวข้อบรรยาย : ประสบการณ์นักบริหาร ตอน การใช้ภาวะผู้นำ
ผู้บรรยาย : ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
คำบรรยายโดยย่อ :
การเป็นผู้นำ มีแนวทางและคุณสมบัติ 8 ประการ คือ
ประการที่ 1 การยึดแนวทาง "คุณธรรม" นั่นคือการเป็นคนที่มีคุณค่า และคุณธรรม
ประการที่ 2 การยึดแนวทาง "เห็นการณ์ไกล" หรือ "Vision" เป็นการมองเห็นการณ์ไกล การมองไปข้างหน้าเสมอ ด้วยความพยายามและความตั้งใจ
ประการที่ 3 การยึดแนวทาง "บวกเสมอ" ถ้าเราคิดทุกอย่างเป็นบวก เราจะมีพละกำลังและพลังงานบวกอยู่ในตัว ทำให้มีความพยายามมากขึ้น
ประการที่ 4 การยึดแนวทาง "สร้างแรงบันดาลใจ" หรือ การมี Innovation การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆตลอดเวลา อย่างไม่รู้จบ
ประการที่ 5 การยึดแนวทาง "คนเก่งกว่าเรา" การเห็นคนอื่นเก่งกว่าตนเอง เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ และสร้างการเคารพซึ่งกันและกัน
ประการที่ 6 การยึดแนวทาง "รู้ข้อมูล" และ "เรียนรู้ตลอดเวลา" การสร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการ อันทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งชีวิต
ประการที่ 7 การยึดแนวทาง "ธรรมชาติสร้างคน" การเป็นธรรมะ และธรรมชาติ นั่นคือ การมีเหตุมีผลตามหลักคำสอนพุทธศาสนา มีธรรมะอยู่ในใจ มีความเป็นธรรมชาติ
ประการที่ 8 คือการนำแนวทางทั้ง 7 ประการข้างต้นมารวมกัน อันได้แก่ "คุณ - เห็น - บวก - สร้าง - คน - รู้ - ธรรม" นั่นคือการสร้างคนที่มีคุณสมบัติทั้ง 7 ประการ
ขอบคุณความรู้ดี ๆ จาก http://www.trueplookpanya.com
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
7 Habits: อุปนิสัยที่ 2 Begin with the end in mind

บทความจาก Prakal's Blog
เมื่อวานนี้ได้เขียนอุปนิสัยที่ 1 ของ 7 อุปนิสัยแห่งคนที่มีประสิทธิผลสูง ซึ่งก็คือ เรื่องของ Proactive ครับ วันนี้จะมาต่อในอุปนิสัยที่ 2 ก็คือ Begin with the end in mind ก็คือการเริ่มต้นจากเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเรา การที่เราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดๆ ก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องมีก่อน ก็คือ นิสัยแบบ Proactive จากนั้นก็มาต่อด้วยการที่เราจะต้องมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเราเองว่า จริงๆ แล้วเป้าหมายนั้นคืออะไร สิ่งที่ผู้เขียนเขาแนะนำก็คือ ให้คิดดูว่า ถ้าเราเสียชีวิตไปแล้ว เราอยากให้คนอื่นๆ พูดถึงเราว่าอย่างไร อยากให้เขามองเราว่าเป็นอย่างไร ดีอย่างไร
ผมคิดว่าเรื่องของเป้าหมายของคนเรานั้นเป็นเรื่องที่จะต้องกำหนดให้ ชัดเจนก่อนเลย ว่าเราต้องการจะประสบความสำเร็จอะไร อย่างไร แล้วเราจะเริ่มต้นวางแผนจากเป้าหมายนั้นถอยกลับมาว่า ถ้าเราอยากจะบรรลุเป้าหมายนั้นๆ จริงๆ เราจะต้องทำอะไรบ้าง และทำอย่างไร โดยกำหนดเป็นขั้นตอนให้ชัดเจน
จะว่าไปผมว่าก็เป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งที่คนเรามักจะไม่ค่อยใส่ใจมาก นัก กล่าวคือ เรามักจะมีเป้าหมาย อยากเป็นโน่น เป็นนี่ อยากจะประสบความสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้ เราทุกคนล้วนมีความฝันที่อยากจะเป็นในสิ่งที่ดีกว่าวันนี้ แล้วเราก็ได้แค่ฝัน เราไม่ยอมตื่นขึ้นมาเพื่อทำฝันของเราให้เป็นจริง ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกแห่งความฝัน ว่าสักวันหนึ่งเราจะเป็น จะได้ในสิ่งที่เราฝัน โดยที่เราไม่ได้คิดจะเริ่มลงมือทำอะไรเลย
แต่อุปนิสัยที่ 2 ของ 7 Habits นั้น สอนเราว่า
- กำหนดภาพเป้าหมายของเราให้ชัดเจน ต้องฝันให้ชัดๆ เลยนะครับ ว่าเราจะต้องการเป็นอะไร บรรลุอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร ยิ่งทำให้ภาพเป้าหมายชัดเจนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างพลังและแรงจูงใจให้เราได้มากขึ้นเท่านั้น
- เริ่มต้นวางแผน และกำหนดขั้นตอนให้ไปตามเป้าหมายที่เราฝันไว้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ตื่นจากความฝันที่เราวาดไว้ แล้วเริ่มต้นลงมือทำฝันให้เป็นจริงซะ โดยการกำหนดวิธีการแผนงาน และขั้นตอนที่ชัดเจนเพื่อที่จะทำให้เราบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
- เริ่มต้นลงมือทำทุกวัน ผมว่าข้อนี้คือสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราไปถึง หรือไม่ถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ ก็คือ การเริ่มต้นลงมือทำวันละนิดหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ หลายๆ วันเข้าก็จะกลายเป็นความสำเร็จขึ้นมาได้
- ต้อง Proactive ในทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นจะต้องมีอุปนิสัยที่ 1 ก็คือ Proactive เป็นตัวผลักดันตนเองอยู่เสมอ มิฉะนั้นแล้ว เราก็จะเริ่มกลับมารักความสบายแบบเดิมๆ ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แต่อยากประสบความสำเร็จ ซึ่งมันก็คงจะเป็นไปได้ยาก
คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างดีนั้น จะต้องไม่ลืมที่จะกำหนดเป้าหมายที่เราต้องการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางของ 7 Habits หรือตำราในการพัฒนาตนเองอื่นๆ ที่เขียนๆ กันในโลกนี้ ล้วนแต่สอนให้เราต้องมีการกำหนดเป้าหมายของเราอย่างชัดเจน
การที่เราไม่มีเป้าหมาย ก็เหมือนกับเราขับรถโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน ขับไปเรื่อยๆ วนเวียนไปเรื่อย เปลืองน้ำมันอีกต่างหาก ชีวิตเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เราก็จะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ วนเวียนไปมาแบบเดิมๆ ซึ่งก็เปลืองเวลาในชีวิตของเราเอง เป้าหมายมีหลายอย่างครับ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเรื่องของความร่ำรวยเพียงอย่างเดียวครับ เราอาจจะตั้งเป้าหมายทางด้านการเงิน การทำงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ฯลฯ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการ
วันนี้คุณมีเป้าหมายในชีวิตของคุณแล้วหรือยังครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)