คำคม

ปัญหามีไว้ให้หาปัญญา อุปสรรคมีไว้ให้ฝึกหาทางออก วันไหนที่มีความสุข วันนั้นอย่าทำความสุขในชีวิตหล่นหาย

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีอยู่กับ "ทุกข์" ให้เป็น "สุข" ... (ท่าน ว.วชิรเมธี)

นักปรัชญาตะวันตกหลายคนเมื่อหันมาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างผิวเผิน ก็มักจะด่วนสรุปว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้มองโลกในแง่ร้าย อาร์เทอร์ โชเพนเฮาเออร์ นับเป็นหนึ่งในปรัชญาตะวันตกที่มีความเชื่อเช่นนี้ เขาจึงสรุปว่า "ชีวิตไม่มีอะไรมากหรอก นอกจากเป็นเพียงลุกตุ้มที่แกว่งไปมาระหว่างความทุกข์กับความเบื่อหน่าย" โช เพนเฮาเออร์ไม่ได้เชื่ออย่างนี้คนเดียว เขาทำให้คนอีกมากมายในโลกนี้เชื่อตามเขาไปด้วย พระพุทธศาสนาเลยพานถูกเหมารวมให้เป็นศาสนาที่สอนให้มองโลกในแง่ร้ายไปโดย ปริยาย
แท้ที่จริงแล้วพระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้มองโลกในแง่ดี (Optimism) หรือ มองโลกในแง่ร้าย (Pessimism) แต่พระพุทธศาสนาสอนให้มองโลกตามความเป็นจริง (Realism) นั่นคือ มองโลกอย่างที่โลกมันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น
"ความทุกข์" เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่มีอยู่คู่กับโลก แต่ "ความสุข" ก็เป็นความจริงอีกอย่างหนึ่งที่เคียงคู่มากับความทุกข์ด้วยเช่นกัน และโลกก็ไม่ได้มีเพียงความสุขความทุกข์สองอย่างนี้เท่านั้น ทว่าโลกนี้ยังมีภาวะที่เรียกว่า "เหนือสุขเหนือทุกข์" อยู่อีกด้วย
คน ที่มองโลกตามความเป็นจริง ยามมีความทุกข์จึงไม่ท้อ และยามมีความสุขจึงไม่หลงติดในความสุขจนเกินพอดี เพราะเขาย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ยังมีภาวะที่ประเสริฐกว่าความสุขอยู่อีก นั่นคือ การอยู่เหนือทั้งสุขทั้งทุกข์ตลอดกาล
อย่าง ไรก็ตาม แม้โลกจะมีสุขและทุกข์ปกกันไป แต่ดูเหมือนว่าช่วงเวลาแห่งความสุขของคนเรานั้นมักจะแสนสั้นเสียเหลือเกิน วันหนึ่ง ๆ ชีวิตช่างคลุกคลีตีโมงอยู่กับเรื่องราวที่ทำให้ทุกข์ตั้งร้อยแปดพันเก้าไม่ รู้จบสิ้น ทำอย่างไรดีนะเราจึงจะออกมาจากความทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือถึงไม่ออกมาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ขอแต่เพียงอยู่กับความทุกข์อย่างเป็นมิตรก็พอแล้ว

เรามาลองเรียนรู้วิธีอยู่กับความทุกข์ให้เป็นสุขกันดีกว่า

๑. อยู่กับความจริง ทิ้งความกังวล ความ ทุกข์หลายอย่างในชีวิตของเรา ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วสัดส่วนของความทุกข์จริง ๆ จะมีไม่มาก แต่บางครั้งที่รู้สึกทุกข์มาก ๆ เป็นเพราะว่าเราสร้างภาพความทุกข์นั้นให้ใหญ่โตเกินจริง เช่น ใครบางคนพอรู้ว่าจะไปสอบสัมภาษณ์วันพรุ่งนี้ คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับ คิดโน่นคิดนี่วุ่นวายไปหมด กลัวว่าจะสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน กลัวว่าจะตอบคำถามไม่ได้ กลัวว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่จะดูไม่ดี กลัวว่าหน้าจะไม่ใส กลัวว่าความรู้ความสามารถของตัวเองจะไม่สอดคล้องกับที่บริษัทนั้น ๆ ต้องการ กลัวว่ารถจะติดแล้วไปสาย หรือสุดท้ายกลัวว่าถ้าไปสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน คนที่บ้าน เพื่อน พ่อแม่ จะปรามาสว่า เอาดีไม่ได้
เรา กลัวไปสารพัด อย่าง ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์จริง สิ่งที่เรากลัวมาตั้งสิบอย่างนั้นอาจเกิดขึ้นจริงเพียงอย่างเดียงเท่านั้น แต่กว่าจะรู้เช่นนี้ได้ เราก็ปล่อยให้ความทุกข์ที่เรากังวลนั้นทำร้ายเรามาแล้วทั้งคืน
นี่แหละคือความทุกข์ที่เกิดจากการสร้างภาพของเราเอง
ความทุกข์อย่างนี้เรียกว่า ทุกข์เพราะอุปทาน
หรือทุกข์เพราะฉันสร้างมันขึ้นมาเองจากความกังวล
ทุกข์อย่างนี้ บางทีร้ายกว่าตัวความทุกข์จริง ๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยซ้ำไป
ดัง นั้น หากเรากำลังทุกข์ด้วยเรื่องใด ลองถามตัวเองดูซิว่า สิ่งที่กังวลอยู่นั้นมันน่ากลัวจริง ๆ หรือว่าเป็นเพียงสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมากันแน่ ลองแยกทุกข์แท้ ๆ ออกจากความกังวลให้ได้ แล้วจะเห็นว่า ทุกข์แท้ ๆ ที่ควรทุกข์มีอยู่นิดเดียวเอง


๒. ฝึก "ช่างมัน" ให้เคยชิน วิธี คลายทุกข์ประการที่สองนี้ก็ลองสืบเนื่องมาจากตัวอย่างข้างต้น เราจะเห็นว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันนี้ สิ่งที่คนเราแคร์มากที่สุด นอกจากเรื่องราวของตัวเองแล้ว ก็คือ "สังคม" หรือ "สายตาของคนอื่น"
"สายตาของคนอื่น" นั้นมีอิทธิพลต่อความทุกข์ความสุขในชีวิตของคนเรามาก เราจะเป็นอย่างไร จะใช้ชีวิตอย่างไร ความจริงก็น่าจะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเราเองล้วนๆ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เรามักไม่เชื่อมั่นในวิจารณญาณของตัวเอง เรามักคิดเสมอว่า เมื่อเราเป็นอย่างนี้ พูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ เดินอย่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างนี้ คบเพื่อนคนนี้ ใช้โทรศัพท์รุ่นหรือยี่ห้อนี้ ชอบนักดนตรีคนนี้ ใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้ หรือแม้กระทั่งอ่านนิตยสารชื่อนี้ แล้วคนอื่นจะมองเราอย่างไร หรือตัวตนของฉันในสายตาคนอื่นจะเป็นอย่างไร
"สายตาของคนอื่น" คือสไตลิสท์ตัวจริงที่คอยจับเราเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาจนสูญเสียความเป็นตัวของ ตัวเอง คนบางคนทั้งชีวิตแบบไม่มีช่องว่างให้ความสุขได้เล็ดลอดเข้ามาในผืนแผ่นดินใจ เลย เพราะมัวแต่ใช้ชีวิตตามที่สังคมคาดหวัง เกรงว่าถ้าไม่แสดงตนอย่างที่คนทั่วไปเขาคาดหวัง "อัตลักษณ์" ของตัวเองจะหายไป หรือจะถูกลดความสำคัญลง
นี่ละคือความทุกข์ที่เกิดจากการบริโภคอัตลักษณ์ของคนร่วมสมัยทุกวันนี้
การ จะคลายทุกข์อย่างนี้ได้มีหลายวิธี แต่ในที่นี้ขอแนะนำว่า ควรหัดลดการให้ความสำคัญกับสายตาคนอื่นเสียบ้าง พูดให้สั้น ก็คือ ควรรู้จัก "ช่างมัน ฉันไม่แคร์" เป็นบางเวลา บางสถานการณ์ เรื่องบางเรื่องลองหัดเป็นตัวของตัวเองดูบ้างก็ได้ พระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเขียนกวีนิพนธ์เรื่อง "ช่างมัน" เอาไว้ไพเราะมาก ขอคัดมาให้อ่านกันเป็นข้อคิดสะกิดใจ เผื่อว่างเมื่อไรจะได้อ่านแล้วฝึก "ช่างมัน" เสียให้ชินความทุกข์จากการที่ต้องแคร์สายตาคนอื่นจะได้บรรเทาเบาบางลง

ธรรมะนอกธรรมาสน์
มีสมภารวัดหนึ่งลึกซึ้งมาก
ถูกลมปากถากถางอย่างเสียหาย
ท่านไม่โต้ตอบคำทำวุ่นวาย
คิดอุบายผันผ่อนสอนใจตัว

เอาตาชั่งตั้งหราอยู่กุฎิ์
แล้วก็ขุดมันวางข้างละหัว
ใครมาเห็นออกปากทักกันนัว
ท่านเจ้าขรัว "ช่างมัน" เสียยันเต

.................................................................................................................

* แค่ มองโลกตามความเป็นจริง ... ไม่เอาใจไปจับสิ่งเหล่านั้น ความทุกข์ก็จะคลายลง ความสุขก็จะไม่ตัวตน ... ทุก ๆ วันนี้ มองรอบ ๆ ตัวเห็นมีแต่คนทุกข์ ยากดีมีจน ตำแหน่งสูงใหญ่ หรือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็นั่งถอนหายใจกันทั้งนั้น
* เขาไม่รักเรา แต่เราจะทำเพื่อเขา ... เราก็ทุกข์
* เขาไม่ยอมรับในความเก่งกาจของเรา เอาแต่คอยรังแกเรา ... เราก็ทุกข์ เขาก็ทุกข์ (ไม่รู้ว่าวันนี้จะแกล้งอะไรดี)
* เขาได้เงินมากกว่าเรา เพระเขาทำงานหนักกว่าเรา แต่เราอยากได้เงินมากเหมือนเขา แต่เราไม่เคยทำงานหนักเท่าเขา หรือมากกว่า ... เราก็ทุกข์
* เมื่อเราไม่มั่นใจตัวเอง สอนหนังสือมี ๑๐ ปี เวลาไปร่วมงานกับใคร ก็ได้แต่ตอบว่า "ค่ะ" แล้วก้มหน้าทำบ้าง อู้บ้าง พัฒนาการของตัวเองก็ไม่เคย แต่พอมีค่าจ้างนิดหน่อย ก็รีบตะครุบ ทำตัวไม่สมกับเป็นครูบาอาจารย์ เวลาคบกับใคร ก็หวาดระแวงกลัวคนอื่นจะมาเอาเปรียบตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง เอาเปรียบเพื่อนร่วมงานอยู่ตลอดเวลา ... แบบนี้หน้าทุกข์ ทุกข์เพราะหัวใจไม่บริสุทธิ์ของตัวเอง
* ยกตัวอย่างเท่าที่มอง เท่าที่เห็น มิได้มีเจตนาอะไร กับใคร .. จึงไม่ทุกข์ ปล่อยวาง ผ่านมาแล้วผ่านไป
* กรรมเป็นของที่ไม่มีใครมาสร้างให้เรา แต่เราเป็นสร้างกรรมเอง ขึ้นอยู่กับว่า ดี หรือ ชั่ว
* ท่าน ว.วชิรเมธี สอนให้เราอยู่กับ "ทุกข์" หรือ "สุข" ด้วยความเป็นกัลยาณมิตร และทางสายกลางซึ่งกันและกัน
บุญรักษา ทุกท่านในวันพระใหญ่ ;)
http://www.gotoknow.org/posts/273537

"ง่ายแต่งาม"




"....
ความสุขนั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะอยู่ใกล้ตัวเราอีกทั้งยังมีีอยู่กับเราแล้วทุกขณะ เราเองต่างหากที่ทำให้ความสุขเป็นเรื่องยาก เพราะมัวแต่ใช้ชีวิตอย่างซับซ้อนตั้งแต่การกิน การแต่งกาย การพักผ่อน การคบเพื่อน ไปจนถึงการนอน เราทำให้ชีวิตพะรุงพะรังไปด้วยวัตถุสิ่งเสพ รุ่มร่ามด้วยเกียรติยศและพูนพอกด้วยพิธีรีตอง ทั้ง ๆ ที่่ความเรียบง่าย สามารถให้ความสุขสงบเย็นแก่เราได้ แต่เรากลับมองข้าไป
ความสุขยังแยกไม่ออกจากความงดงาม คนเราไม่ได้มีความสุขเพียงเพราะอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ที่งดงามเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ การมีจิตใจที่งดงาม เอื้ออาทรต่อผู้อื่น ชีวิตที่อุิทิศตนเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นความงดงามที่นำความสุขอย่างลึกซึ้งมาให้แก่ตนเองนี้เป็นบ่อเกิดแห่งความ สุขอีกประการหนึ่งที่ถูกละเลยไป
ชีวิตเรียบง่ายนั้นมักเป็นชีวิตที่งดงามเพราะนึกถึงตนเองน้อย แต่คำนึงถึงผู้อื่นมาก เป็นชีวิตเปี่ยมด้วยน้ำใจ ปรารถนาดี
ต่อ ผู้อื่นอยู่เสมอ รางวัลแห่งความง่ายและงาม ก็คือ ความสุข ที่ไม่ว่าจะรวยหรือจน ชายหรือหญิง หนุ่มหรือแก่ ก็สามารถสัมผัสได้ เพราะเป็นความสุขที่สากล
..."

คำปรารภจากหนังสือ "ง่ายแต่งาม"
พระไพศาล วิสาโล
๒๓ เมษายน ๒๕๕๖
http://www.gotoknow.org/posts/540189

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"สุขได้ ง่ายจัง" ...

(คำปรารภจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล)

ความสุขนั้นพร้อมจะตามเราไปทุกที่
ไม่ว่าฝนตก แดดออกอยู่บนท้องถนน
หรืออยู่ตามลำพังผู้เดียว

แต่บ่อยครั้งที่เรารู้สึกกระสับกระส่ายกระวนกระวาย
ก็เพราะเรามองไม่เห็นความสุข
หรือไม่ก็ปิดใจไม่ให้สัมผัสกับความสุข

เวลาเรามีสุขภาพดี กินอิ่ม นอนอุ่น
เรามักไม่ตระหนักว่านั่นแหละคือความสุขแล้ว
จนกว่าจะล้มป่วยหรือหิวโหยนอนไม่หลับ

เวลาพ่อแม่ลูกหลานอยู่กับเรา
เรามักไม่รู้สึกว่านั่นแหละ คือ ช่วงเวลาอันวิเศษของชีวิต
ต่อเมื่อคนรักได้จากไปจึงได้รู้ว่า
เราได้ปล่อยโอกาสทองให้ผ่านเลยไปอย่างไม่เห็นคุณค่า


เพียงแค่รู้จักชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัวและรอบตัว
เราก็จะเป็นสุขได้ไม่ยาก เพียงแค่เปิดใจรับรู้อยู่กับปัจจุบัน

ความสุขก็จะมานั่งในหัวใจเรา และหากวางใจเป็น
แม้ต้องสูญเสียทรัพย์ พลัดพรากจากคนรัก หรือล้มป่วย

ใจก็ยังเป็นสุขได้ เพราะอะไรเกิดขึ้นกับเรา
ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกหรือมองมันอย่างไร

ยิ่งมีสติรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิด
และมีปัญญาเข้าใจความจริงของชีวิต
ก็จะปล่อยวางความทุกข์ได้เร็ว
ไม่เก็บเอาสิ่งร้าย ๆ มาทิ่มแทงใจ

อีกทั้งไม่ปล่อยให้ความยึดมั่นสำคัญ
หมายว่า "ตัวกูของกู" มาบีบคั้นจิต

อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ก็สุขได้
ความสุขหาได้ไม่ยากหากวางใจเป็น
แต่จะวางใจเป็นก็ต้องฝึกฝนบ่มเพาะจนชำนาญ

อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเดียว
คงไม่ช่วยให้หายทุกข์ได้ทันที
แต่หากนำสาระที่ได้อ่านไปลองปฏิบัติ
ก็จะพบได้ในที่สุดว่า

สุขได้ไม่ใช่เรื่องยาก 
"ความสุขอยู่รอบตัว เพียงแค่ใจมองเห็น"

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สร้างกำลัง (ใจ)


เวลา ผ่านไปแล้วไปลับ ไม่สามารถย้อนกลับได้อีกเมื่อเวลายังคงเดินไปข้างหน้า ชีวิตของคนเราก็ย่อมต้องเดินไปข้างหน้าด้วยเช่นกันคนเรามีชีวิตอยู่เพื่อก้าวเดินไปยังจุดหมายปลายทางตามเส้นทางแห่งฝันของแต่ ละคน ซึ่งท่ามกลางการเดินทางก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคและโอกาสนานาประการ ไม่ว่า ชีวิตจะต้องเจอกับอะไร สิ่งสำคัญคือชีวิตของทุกคนต้องก้าวเดินต่อไปชีวิตยังไม่หมดลมหายใจก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป

การที่คนเราจะประสบความสำเร็จในการกระทำใดๆ ปัจจัยสำคัญประการ หนึ่งที่คนเราต้องมีก็คือ กำลังใจ คนเราต้องมีสภาพจิตใจที่มีความเชื่อมั่นและกระตือรือร้น พร้อมที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ แม้ว่ากำลังใจจะเป็นสิ่งที่มอง ไม่เห็น แต่เป็นเรื่องของจิตใจที่ทุกคนสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาล และ กำลังใจสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคทุกสิ่งทุกอย่างได้ ทำให้คนเราสามารถยืนหยัด และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยกำลังใจเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความมุ มานะ เข้มแข็ง เผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคต่างๆ อย่างไม่สิ้นหวัง

คนเราต้องการให้ชีวิตก้าวเดินไปข้างหน้า จึงบอกตัวเองเสมอว่าคนที่ไม่ผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลยเมื่อผิดพลาดแล้วต้องยอมรับมัน แล้วก้าวเดินต่อไปให้ได้ บทเรียนชีวิตที่ดีที่สุดล้วนเกิดจากความผิดพลาดของตนเอง ในอดีตความผิดพลาด คือประสบการณ์และพลังใจอันยิ่งใหญ่อย่ายึดติด กับอดีต อย่าสิ้นหวังกับความผิดพลาดที่ผ่านไปแล้ว ไม่มีคำว่าสายสำหรับการ เริ่มต้นเพื่อก้าวเดินต่อไป
เมื่อยังมีวันพรุ่งนี้ มีชีวิตก็ยังมีความหวัง ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งคนเราจะมีความแข็งแกร่งขึ้น หาก สามารถฝ่าฟันขวากหนามอุปสรรคต่างๆ ไปได้

การเผชิญกับปัญหาอุปสรรคของคนเราถือว่าเป็นเรื่องปกติ หากหลีกเลี่ยง มันไม่ได้ก็จงสนุกกับมัน เมื่อเผชิญกับปัญหาที่เลวร้ายก็อย่าคิดว่าปัญหานั้นเลวร้ายมากมายกว่าคนอื่น ให้มุ่งคิดว่าคนอื่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหนามากมายกว่า นักปราชญ์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ในขณะที่ท่านกำลังเสียใจเพราะไม่มีรองเท้าใส่ ท่านควรคิดถึงคนที่เขาไม่มีแม้กระทั่งเท้า หรือหากท่านเสียใจที่ไม่มีเท้าก็ต้องระลึกว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่มีทั้ง เท้า และทั้งแขน

บางครั้งคนเราก็เกิดความรู้สึกท้อแท้ เหนื่อยล้า คิดว่าปัญหาที่มีมันหนักหน่วงเกินกว่าจะรับได้แล้วไม่รู้จะจัดการกับปัญหา นั้นอย่างไร ก็ลองมองต่างมุม มองแง่บวก หรือพักปัญหานั้นไว้ แล้วมองไปรอบๆ ตัวเรา ยังมีผู้คนมากมายที่เขามีปัญหามากมายเหมือนๆ กันกับเรา หรือมีปัญหาสาหัสกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันเท่า ไม่ใช่มีแต่เราคนเดียวที่เจอปัญหา โดยบ่อยครั้ง กำลังใจเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด ทั้งกำลังจากตนเอง และกำลังใจจากคนรอบข้าง

เมื่อต้องประสบกับปัญหา คนเราทุกคนก็ต้องการกำลังใจ เพื่อที่จะผ่าน ปัญหานั้นๆ ไปให้ได้ แม้แต่รอยยิ้มที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ที่เรามีให้กับตนเองมันอาจจะ แฝงไปด้วยคุณค่าที่งดงามทำให้เราผ่อนคลายจากความ เหนื่อยล้า ท้อแท้ กลับมามีความหวังสดใสอีกครั้งได้อย่างน่ามหัศจรรย์ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่คนเรามอบตนเอง และมอบให้กับคนรอบข้างอย่างไม่มีเงื่อนไข มันเป็นความงดงามที่สามารถแทนค่าเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันได้

หลายๆ คนมักนำพาตนเองให้จมอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว โดยไม่ยอม ลุกก้าวเดินไป มัวแต่เจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนขาดสติ อยู่อย่างคนสิ้นหวัง เสมือนกับหมดสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วหากคนเราลองมองต่างมุมว่าปัญหาเป็นเพียงความผิดพลาดหรือขวากหนามที่ผ่าน มาแล้วก็จะผ่านไป ใช้มันเป็นบทเรียนที่สอนให้เรามีกำลังใจ และสร้างพลังให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า อย่างมั่นคง มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นกำลังในการต่อสู้กับปัญหา และนำชีวิตไปสู่เป้าหมายที่แต่ละคนต้องการ

การสร้างกำลังใจที่มีค่ามากที่สุด คือ การให้กำลังใจตนเอง คนเราต้อง เริ่มต้นที่ตัวเอง พึ่งตนเองก่อนที่จะพึ่งคนอื่น ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเอง ด้วยการฝึกตนให้รู้จักมองต่างมุม สร้างนิสัยให้มองโลกในแง่ดี มีทัศนคติต่อสิ่งต่างๆ ในมุมบวก และรู้จักการแบ่งปันกำลังใจดีๆ ให้กับบุคคลรอบข้างด้วยความจริงใจ ใส่ใจซึ่งกันและกันกำลัง (ใจ)คือ กำลังสำคัญของการสร้างชีวิตสู่ความสุข

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปรัชญาการทำงาน และการดำเนินชีวิต


ดร.เทียม โชควัฒนา

  • รู้น้อยไม่เกี่ยงงาน คนเราหากมีความรู้น้อยต้องไม่ท้อถอย หรือ เลือกงาน เพราะการทำงานคือหนทางเพิ่มความรู้และประสบการณ์
     
  • เที่ยงธรรมและเยือกเย็น ผู้บริหารที่ดีต้องปกครองคนด้วยความเที่ยงธรรม และ สุขุมเยือกเย็นเป็นสำคัญ
     
  • ขยัน อดทน รักษาเครดิต คบคนดี อย่าเอาเปรียบใคร และ ไม่สร้างศัตรู คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องมีความขยัน อดทน ประพฤติตนน่าเชื่อถือ รู้จักคบคนดีเพราะคนดีย่อมนำพาไปสู่สิ่งดีๆ และที่สำคัญไม่ควรเอาเปรียบหรือเป็นศัตรูกับผู้อื่น
     
  • เป็นร่มเงาให้ประโยชน์สุข ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและอุดมด้วยดอกผลอันเอื้อประโยชน์แก่ผู้ปลูกทำนุบำรุง และคนทั่วไปฉันใด องค์กรที่เจริญเติบโตมั่นคง ย่อมควรจะเอื้อประโยชน์และเกื้อกูลแก้บุคคลากรและสังคมฉันนั้น